ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - คำถามสำคัญ ที่ตั้งข้อสงสัยกันมาตั้งแต่เมื่อวาน คดีฆ่าฝังดินแบบนี้ ตำรวจตั้งข้อหาหนัก 8 ข้อ ขนาดนี้ กูรู นักวิชาการ ทนายความ ผู้คลุกคลีในแวดวงกฎหมาย พูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอัตราโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต แต่ในความเป็นจริง จะเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่
เมื่อวานนี้่เราไล่เรียงพฤติกรรมของ "ป๋อง" จากคนรอบตัวที่เคยคลุกคลี คบหา และเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก อย่างป้าของ "นายป๋อง" หรือแม้แต่แม่แท้ ๆ ก็ยืนยันว่า พฤติกรรมของ "นายป๋อง" เกิดจากการถูกกระทำด้วยความรุนแรงมาตั้งแต่เด็ก หล่อหลอมให้กลายเป็นแบบนี้ การอ้างบาดแผลในวัยเด็ก หรือแม้แต่ความพยายามชี้ให้เห็นว่า ผู้ต้องหาเคยมีประวัติการรักษาทางจิตเวชในเรือนจำ ข้ออ้างเหล่านี้ยังมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะใช้ขอลดหย่อนโทษได้
นายวิเชียร ชุบไธงสง อดีตนายกสภาทนายความ บอกว่าข้ออ้างเรื่องประวัติอาการป่วยทางจิตเวช ถ้าไม่ถึงขั้น "จิตบกพร่อง" อย่างรุนแรง จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ขณะกระทำผิด ผู้ต้องหายังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเรื่อยมา ไม่สามารถนำประเด็นนี้มาใช้ต่อสู้เพื่อรับโทษน้อยลงได้
ส่วนข้อหาคดีฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ข้อหานี้มีบทลงโทษสูงสุด คือประหารชีวิต แต่ตามหลักกฎหมาย การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาลฯ ศาลฯ มักจะพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ทำให้โทษจริงที่จะได้รับ จะถูกลดทอนเหลือเพียง "จำคุกตลอดชีวิต" และคดีนี้ผู้ต้องหาก็ได้ให้การรับสารภาพ จึงมีแนวโน้มสูงที่จะได้รับโทษนี้แทน แต่หากถามโดยความเห็นส่วนตัว ก็มองว่า การบังคับใช้โทษประหารชีวิต ควรมีอยู่ แต่ต้องมี และบังคับใช้แบบมีเงื่อนไข
เมื่อคืนนี้ กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารชี้แจง ข้อสงสัยถึงการปล่อยตัวผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงกลับคืนสู่สังคม ยืนยันว่า นายป๋อง อดีตผู้ต้องขัง ถูกควบคุมตัวตามคำพิพากษาตามโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน โดยไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษ หรือการลดวันต้องโทษแต่อย่างใด และเมื่อครบกำหนดโทษ ก็ได้เข้ากระบวนการประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังแล้ว และศาลฯ ก็มีคำสั่งให้เฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี ด้วย ฉะนั้นอาจต้องมาดูกันว่า ถ้าขั้นตอนถูกบังคับใช้แล้วปัญหาอยู่ที่ตรงไหน