คำถามสังคม โทษประหารชีวิต-กฎหมายป้องกัน

View icon 15
วันที่ 3 ส.ค. 2569 | 11.26 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - เห็นความเศร้า ความกังวลของสังคมรายวัน อยากให้ "ป๋อง" ได้รับโทษสูงสุด อยากให้มีมาตรการป้องกันประชาชน กังวลว่าถ้าพ้นโทษมาอีก ประชาชนจะทำอย่างไร เรื่องนี้ทุกหน่วยงานไม่นิ่งเฉย มีการตรวจสอบ และเริ่มเข้าไปดูเชิงลึกกันแล้ว ว่ามีปัญหาผิดพลาดที่ตรงไหน

ถ้านำเอกสารที่ กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงข้อสงสัยการปล่อยตัวผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงกลับคืนสู่สังคมมาพิจารณา จะเห็นว่า "นายป๋อง" ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมฝังดิน เคยถูกควบคุมตัวตามคำพิพากษาคดี "พยายามฆ่า" รับโทษจำคุก 7 ปี 7 เดือน 25 วัน ที่ผ่านมา ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ใดเป็นกรณีพิเศษ ทั้งการพระราชทานอภัยโทษ การพักการลงโทษ หรือการลดวันต้องโทษ และเมื่อครบกำหนดโทษ ก็ได้เข้ากระบวนการประเมินความเสี่ยงของผู้ต้องขังแล้ว และศาลฯ ก็มีคำสั่งให้เฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ เป็นเวลา 2 ปี ด้วย ซึ่งนี่เท่ากับว่า ได้เข้าสู่กระบวนการเฝ้าระวังตามกฎหมาย JSOC แล้ว แต่ทำไมถึงไม่เห็นผล

ถามหนึ่งในคนที่มีส่วนร่าง และผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม บอกว่า กฎหมายฉบับนี้จะใช้ได้ผล หรือไม่ได้ผล ต้องไปดูว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประชุมหารือ ติดตามรายงานในแต่ละเดือน ว่ามีผู้ต้องขังที่กำลังจะพ้นโทษรายใด เข้าข่ายต้องมีการเฝ้าระวัง และเสนอศาลฯ มีคำสั่งหรือไม่ เพราะถ้ามี ก็ต้องไปไล่ดูต่อว่าที่ไม่ได้ผล เป็นเพราะเกิดปัญหาที่ขั้นตอนการปฏิบัติหรือเปล่า เพราะกฎหมายฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อใช้ในการติดตามพฤติกรรมผู้ที่อยู่ในข่ายความเสี่ยง เช่น อาจจะให้ใส่กำไล EM หรือให้ต้องมารายงานตัวทุก ๆ กี่วันตามกำหนด

ถามเรื่องนี้กับ นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ในฐานะโฆษกศาลยุติธรรม อธิบายเรื่องหลักการพิจารณาคดีของศาลฯ ว่า การใช้ดุลพินิจของศาลฯ จะพิจารณาจากพยานหลักฐาน และข้อมูลที่ปรากฏในสำนวน ณ "วันที่กระทำความผิด" หากเจ้าพนักงานมีพยานหลักฐาน ประวัติการกระทำผิด และรายละเอียดพฤติการณ์ของจำเลยมาให้ศาลฯ พิจารณา ได้อย่างครบถ้วน ศาลฯ ก็จะสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษได้อย่างเหมาะสม และรัดกุมได้ และที่ผ่านมาแม้ "จำเลย" จะให้การรับสารภาพ แต่ ศาลฯ ก็มีอำนาจใช้ดุลพินิจ "ไม่ลดโทษให้" ได้ ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้

โฆษกศาลยุติธรรม ยังบอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม จำเป็นต้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน และยกระดับมาตรการความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้ผู้พ้นโทษ ต้องมารายงานตัวกับกรมคุมประพฤติเร็วขึ้น และมีความถี่มากขึ้นในช่วงแรกหลังถูกปล่อยตัว การกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง เพื่อประเมินว่าควรยกระดับการเฝ้าระวังบุคคลนั้นให้อยู่ในระดับใด เพื่อที่จะสามารถปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนได้