กลุ่มจิตอาสา ยื่นหนังสือ ประธานรัฐสภา เรียกร้องบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริง ยกเลิกลดโทษคดีอุกฉกรรจ์

กลุ่มจิตอาสา ยื่นหนังสือ ประธานรัฐสภา เรียกร้องบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริง ยกเลิกลดโทษคดีอุกฉกรรจ์

View icon 84
วันที่ 3 ส.ค. 2569 | 15.58 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
“กลุ่มจิตอาสา” ยื่นหนังสือ “ประธานรัฐสภา” เรียกร้องบังคับใช้โทษประหารชีวิตจริง ยกเลิกลดโทษคดีอุกฉกรรจ์ ด้าน “คริส โปตระนันทน์” ชี้ กระบวนการล้มเหลว เสนอแก้กฎหมายอาญา

วันนี้ (3 ส.ค.69) พล.ต.ต. วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา และ สส.พรรคเศรษฐกิจ รับหนังสือจากกลุ่มจิตอาสาหลายเครือข่าย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการบังคับใช้โทษประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมร้ายแรง โดยเฉพาะกรณีผู้กระทำผิดมีพฤติกรรมกระทำความผิดซ้ำซาก

นายแทนคุณ จิตต์อิสระ ประธานชมรมสันติประชาธรรม ในฐานะตัวแทน กล่าวว่า ขอให้มีการผลักดันมาตรการเด็ดขาดกับอาชญากรในคดีสะเทือนขวัญประทุษร้ายต่อชีวิต และเพศอย่างร้ายแรง โดยให้ลงโทษประหารชีวิต พร้อมทบทวนการลงโทษ การพักโทษ การปล่อยตัว โดยให้บังคับใช้พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการการกระทำความผิดซ้ำในการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความรุนแรง พ.ศ.2565 อย่างเคร่งครัดและเข้มข้นขึ้น เนื่องจากสถานการณ์การประทุษร้ายต่อชีวิต และเพศในประเทศไทยมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 2 พี่น้องชาวรัสเซียที่พำนักในประเทศประเทศไทย รวมถึงครอบครัวชาวไทยที่ต้องเสียชีวิต ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ โดยมีเสียงเรียกร้องจากประชาชนที่ต้องการให้บังคับใช้โทษประหารชีวิตอาชญากรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นหลักประกันเรื่องความปลอดภัยที่ควรจะเป็นวาระแห่งชาติ

นอกจากนี้ ขอให้งดการใช้กฎหมายมาตรา 52 (1) ในพฤติการณ์อุกฉกรรจ์ ที่ลดโทษ 1 ใน 3 จะเปลี่ยนเป็นการจำคุกตลอดชีวิต และใน (2) คือ การลดโทษเหลือกึ่งหนึ่ง เปลี่ยนเป็นจำคุก 25 ถึง 50 ปี ด้วยเหตุนี้อาจจะทำให้เหลือโทษจำคุกเพียงไม่กี่ปี ซึ่งประชาชนจำนวนมากในประเทศไทยเห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายประเทศไทยเป็นเพียงเสือกระดาษที่ไม่มีใครเกรงกลัว หรือการฆาตกรรมคนตายในเมืองไทยก็จะจำคุกไม่กี่ปี และพ้นโทษ จนนำไปสู่การก่อเหตุซ้ำ ๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตคนไทย และดูเหมือนว่า อาจจะไร้ค่ากว่าฆาตกรหรือไม่ จนไม่มีอาชญากรคนไหนสำนึกเกรงกลัวต่อการบังคับใช้กฎหมาย

ดังนั้น มองว่ากระบวนการยุติธรรมควรมีการปฏิรูปทั้งระบบ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลผ่านฝ่ายนิติบัญญัติช่วยกันผลักดัน กำกับบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทุกรูปแบบ และบังคับใช้โทษประหารชีวิตกับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ พร้อมยกเลิกการลดโทษทุกกรณี รวมถึงให้กรมคุมประพฤติติดตามพฤติกรรมของนักโทษที่พ้นโทษอย่างเคร่งครัด

ด้าน น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง ประธานมูลนิธิเป็นหนึ่ง กล่าวว่า ตนทำงานช่วยเหลือสังคมมาหลายคดี พบเจอผู้ที่กระทำความผิดซ้ำ ๆ เป็นจำนวนมาก และเชื่อว่ายังมีคนอย่างนายป๋อง หรือมากกว่าอีกหลายคน ซึ่งเจ้าหน้าที่มักบอกว่า อยู่ในคุกเป็นผู้ประพฤติดี ก็เพราะว่าคนเหล่านี้อยู่ในพื้นที่แค่นั้นจะสามารถแสดงอภินิหารอะไรได้ คนเหล่านี้พอออกมาอยู่ข้างนอกก็จะทำสันดานแบบเดิม ชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต เชื่อว่า หากโทษของเราหนัก และรุนแรงจริง ปริมาณอาชญากรรมก็จะลดลง

ขณะที่นายอัครวุธ ไกรศรีสมบัติ หรือ เต้ อาชีวะ แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน กล่าวว่า ในฐานะที่ตนใกล้ชิดกับผู้ต้องขัง รู้ว่านิสัยใจคอบางคนไม่สามารถปรับได้ แต่สิ่งที่ควรปรับคือ ปรับนักสิทธิมนุษยชน ตนไม่เข้าใจที่เขาออกมาเรียกร้องสิทธิให้กับฆาตกร โลกสวยเกินไป บางทีไม่ถูกต้อง “ถ้าท่านโลกสวยมาก เอาอาชญากรคดีอุกฉกรรจ์เหล่านี้ ไปใส่กำไล EM แล้วอยู่ที่บ้านท่าน และคอยดูแลท่าน ท่านดูแลให้ดีที่สุดเลย อยากเรียกร้องจากใจจริง“

นายอัครวุธ กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่เราต้องดูแลคนบริสุทธิ์ของประเทศเราที่เคารพในกฎหมาย ถึงเวลาที่ต้องแก้ ถึงเวลาที่ สส.ต้องปรับ และบังคับใช้ จึงขอให้ช่วยผลักดัน

ด้าน น.ส.อังสณา เนียมวณิชกุล สส.พรรคเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีกฎหมายประหารชีวิตอยู่แล้ว แต่ล่าสุดที่บังคับใช้คือเกือบ 10 ปีที่แล้ว ขณะที่คดีความเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเกิดขึ้นเราก็จะเรียกร้องให้มีการประหารชีวิต แต่พอเวลาผ่านไปเราก็ลืม คนไทยลืมง่าย พรรคเศรษฐกิจจึงผลักดันกฎหมายประหารชีวิตให้มีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เพราะทุกวันนี้เราหย่อนยานจนผู้กระทำผิดไม่เกรงกลัว จนมีบางคนพูดว่า ทำไปเดี๋ยวก็ออกมา ซึ่งก็เคยมีกรณีที่มีอาชญากรเคยฆ่าคนถึง 5 คน อย่างเลือดเย็น แต่ติดคุกไปไม่นานก็ได้ออกมา ก่อนที่จะถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา จนทำให้คนไทยสนับสนุนให้มีการวิสามัญ ให้เกิดศาลเตี้ย เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ให้คนเหล่านี้เกรงกลัวต่อกฎหมาย

น.ส.อังสณา ยังยกตัวอย่างคดี นายวันชัย แสงขาว ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรม และข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปี บนรถไฟ เมื่อเดือน ก.ค.2557 ซึ่งถูกศาลลงโทษประหารชีวิต แต่ปรากฏว่าได้รับการลดหย่อนโทษหลายรอบ จนตอนนี้เหลือโทษจำคุกเพียง 40 ปีเท่านั้น และหากในอนาคตมีการลดโทษอีก 2-3 ครั้ง จะเหลือโทษจำคุกกี่ปี

ส่วน นายคริส โปตระนันทน์ สส.พรรคเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า วันนี้กระบวนการยุติธรรมถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ตนในฐานะ สส. จะเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะแม้ว่าเราจะมีกฎหมายประหารชีวิตอยู่ และศาลก็ยังลงโทษประหารชีวิต แต่เรากลับไม่กล้าบังคับใช้ เพราะเราถูกแรงกดดันจากนานาชาติ เราแคร์ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ว่าวันนี้คนไทยตายจริง ชาวต่างชาติตายจริง วันนี้หากมีอาชญากรคนไหนกล้าทำผิดกฎหมาย ก็ต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง และต้องไม่มีการลดโทษ

นายคริส กล่าวอีกว่า หลายครั้งที่ผู้กระทำความผิดกฎหมายไม่เกรงกลัว เพราะรู้ว่ารับสารภาพก็จะได้รับการลดโทษ และถ้าอยู่ในคุกปฏิบัติตัวดีก็ได้รับการลดโทษอีก ซึ่งภาษาคุกเรียกว่า “ลูก” หากโดนไป 7 ลูก เหลือโทษจริงเพียง 7 ปี อย่างนายธง และนายป๋อง ก็ติดคุกก่อนหน้านี้เพียง 7 ปี ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงยุติธรรมต้องมีคำตอบให้กับสังคม กระทรวงฯ ไม่ทำงานในสิ่งที่ควรจะทำ และต่อไปนี้ประชาชนจะไม่ยอมให้กระทรวงยุติธรรมทำแบบนี้อีกแล้ว ดังนั้น วันนี้จึงเสนอว่า หากมีอาชญากรรมคนไหนทำผิดร้ายแรงต้องถูกประหารชีวิตจริง ซึ่งพรรคเศรษฐกิจกำลังนำเสนอการแก้ไขกฎหมาย แต่ว่าปัจจุบันมีเสียง สส.ไม่พอ จึงขอให้ สส. พรรคอื่นร่วมกันลงชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขกฎหมาย หรือภาคประชาชนสามารถร่วมลงชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง