ศาลฎีกา สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา อดีตทนายความ ปมโกงเงินประกันตัว “เบนซ์ เรซซิ่ง”

ศาลฎีกา สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา อดีตทนายความ ปมโกงเงินประกันตัว “เบนซ์ เรซซิ่ง”

View icon 141
วันที่ 3 ส.ค. 2569 | 18.58 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลฎีกา สั่งจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา อดีตทนายความ ฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ ปมโกงเงินประกันตัว “เบนซ์ เรซซิ่ง” ด้าน “เบนซ์ เรซซิ่ง” พอใจคำพิพากษา ส่วนเงิน 3 ล้าน บังคับคดีแล้ว ไม่มีทรัพย์มาคืน

วันนี้ (3 ส.ค.69) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3452/2562 ที่ นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศิวาวิทย์ อดีตทนายความ เป็นจำเลย ในข้อหาฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ย.60 จำเลยนำความเท็จมาฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม ทำให้เสียหาย หมิ่นประมาท กล่าวหาโจทก์ได้บังอาจเอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาจ้างทำของ และวันที่ 6 ต.ค.60 โจทก์ได้นำสัญญาดังกล่าวไปใช้เป็นพยานหลักฐานเท็จในคดีของศาลแพ่ง ความจริงโจทก์ไม่ได้เอาไป และโจทก์ไม่ได้ใช้พยานหลักฐานเท็จ ขณะจำเลยฟ้องโจทก์คดีดังกล่าว จำเลยเป็นทนายความ ต่อมาถูกสภาทนายความฯ ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความเมื่อวันที่ 8 ก.พ.61 การกระทำของจำเลยมีเจตนาทุจริต ต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา และเมื่อวันที่ 5 มี.ค.61 จำเลยเบิกความเท็จในคดีหมายเลขดำ อ.3534/2560 ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานฟ้องเท็จ จำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี ต่อมาศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุกรวม 8 เดือน

หลังก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค.69 ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว แต่จำเลยไม่มาตามนัด ศาลจึงออกหมายจับและริบเงินประกัน

ขณะที่วันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปทุมธานี สามารถจับกุมจำเลย และนำตัวมาส่งศาลตามหมายจับ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องบุตรโจทก์ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดคงลงโทษเฉพาะข้อหาฟอกเงินเท่านั้น เนื่องจากโจทก์ถอนจำเลยออกจากการเป็นทนายความและนำเอกสารต่าง ๆ ไปใช้ในคดีจนกระทั่งศาลยกฟ้อง โดยที่จำเลยไม่เคยใช้เอกสารดังกล่าวเลยเป็นเหตุให้จำเลยมีหนังสือทวงถามสัญญาจ้างทำไปถึงโจทก์ โดยขอให้โจทก์ส่งมอบสัญญาจ้างทำของคืนแก่จำเลยภายในกำหนดเวลา เนื่องจากจำเลยเห็นว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพรางและเสียเปรียบ

เนื่องจากสัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยได้รับเงินค่าจ้างจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว ซึ่งต่อมาโจทก์นำสัญญาจ้างทำของมาฟ้องจำเลย จำเลยจึงมีหนังสือทวงถามอันเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต เมื่อจำเลยมีหนังสือทวงถามแล้ว โจทก์ไม่ส่งมอบสัญญาจ้างทำของคืนภายในกำหนด จำเลยเห็นว่าเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารของจำเลยจึงได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญา อันเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของจำเลยดังกล่าวประกอบกับหนังสือบอกเลิกคำมั่นและสัญญาจ้างทำของและให้ชำระค่าจ้างส่วนที่เหลือ ได้ความว่า เหตุที่จำเลยบอกเลิกสัญญาจ้าง เนื่องจากจำเลยได้ดำเนินการตามที่โจทก์ว่าจ้างแล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างจำนวน 3ล้านบาทแก่จำเลย

แต่จำเลยกลับรับในอุทธรณ์ ว่า จำเลยได้รับค่าว่าจ้างจากโจทก์ตามสัญญาจ้างทำแล้ว ทั้งจำเลยประกอบอาชีพทนายความย่อมรู้ดีว่า จำเลยได้รับค่าจ้างไปจากโจทก์แล้วย่อมมิใช่นิติกรรมอำพรางและทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใดพยานหลักฐานของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าว่าจ้างไปจากโจทก์แล้ว แต่กลับมาฟ้องโจทก์ว่าโจทก์นำสัญญาจ้างทำของ ที่ระบุว่าจำเลยรับเงินค่าว่าจ้างจากโจทก์แล้วซึ่งความจริงจำเลยยังไม่ได้รับเงินค่าว่าจ้างจากโจทก์ไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ ผบ.4837/60 ของศาลแพ่ง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานฟ้องเท็จในความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าว ขึ้นวินิจฉัย ก่อนเห็นว่า สัญญาจ้างทำของที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งเพื่อเรียกเงินตามสัญญา จ้างทำของคืน เจือสมกับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่าสัญญาจ้างทำ มิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลยและสัญญาจ้างทำของดังกล่าวเป็นสัญญาจ้างทำของฉบับจริง ประกอบกับข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นว่า จำเลยได้รับเงินค่าว่าจ้างจากโจทก์อันเป็นกรณีที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจ้างทำแล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบดีแล้วว่าโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของดังกล่าว แต่จำเลยกลับเบิกความในคดีหมายเลขดำที่ อ. 3534/60ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์จึงได้แกล้งมาฟ้องจำเลยโดยนำสัญญาจ้างทำของที่บอกเลิกสัญญาแล้ว โดยโจทก์เอาไปเสียซึ่งเอกสารสัญญาฯและนำมาใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องและพิจารณาในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ผบ.4837/60 เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จในการพิจารณาคดีอาญา อุทธรณ์จำเลย ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุที่จะไม่ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามในความผิดฐานฟ้องเท็จหรือไม่ และฎีกาจำเลยข้อต่อไปมีว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี และจำเลยมีพฤติการณ์ต่อสู้คดี จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษหรือลดโทษให้แก่จำเลยนั้น และจำเลย ฎีกาว่า จำเลยมีอายุมาก สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเลี้ยงดูมารดา จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและกระทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและสังคมมาโดยตลอดนั้น เห็นว่า แม้จำเลยประกอบอาชีพเป็นอาจารย์มีตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ (พิเศษ) อันเป็นผู้มีคุณความดีมาก่อน และทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีก็ตาม แต่จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาตลอดว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดโดยการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต กรณีจึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาที่ศาลฎีกาเห็นสมควรลดโทษให้จำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จหนึ่งในสามตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยประกอบอาชีพทนายความซึ่งนับว่าเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมาย โดยได้รับการว่าจ้างจากโจทก์ให้เป็นทนายความให้แก่บุตรโจทก์ซึ่งถูกดำเนินคดีอาญาและยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวบุตรโจทก์ แสดงว่าจำเลยได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากโจทก์ว่าสามารถช่วยเหลือบุตรโจทก์ได้ ประกอบกับจำเลยได้รับเงินค่าว่าจ้างจากโจทก์เป็นเงิน 3,000,000บาท แล้ว แต่จำเลยกลับบอกเลิกสัญญา ว่าจ้างโดยอ้างว่าจำเลยยังไม่ได้รับเงินค่าว่าจ้าง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินค่าว่าจ้างคืนจากจำเลย จำเลยก็ฟ้องโจทก์กลับเป็นคดีอาญาเพื่อให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ไม่สุจริตที่มุ่งแต่เอาประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึ่งถึงความเดือดร้อนของผู้อื่นและเป็นการไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย

พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เหตุที่จำเลยอ้างในฎีกาดังกล่าวข้างต้นยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสาม และไม่รอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษจำคุกให้แก่จำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นตัน จำคุกจำเลย 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ภายหลังอ่านคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวจำเลยไปรับโทษจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

นายอัครกิตติ์ หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ตนพอใจกับคำพิพากษาที่ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายศิวาวิทย์ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ในเรื่องคดีอาญาก็ให้เจ้าตัวรับโทษจำคุกไป แต่ในเรื่องของมูลค่า 3.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นคดีแพ่งไม่สามารถติดตามเงินในส่วนนี้กลับมาได้ ซึ่งตนได้ทำการสืบทรัพย์บังคับคดีแล้ว พบว่านายศิวาวิทย์ไม่ได้มีทรัพย์สินที่จะนำมาคืน ทำได้เพียงแค่ล้มละลายอย่างเดียว

นายอัครกิตติ์ กล่าวอีกว่า ตนอยากขอบคุณนายกองตรี ดร. ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ที่ประสานไปยัง พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนนครบาล จนสามารถจับตัวนายศิวาวิทย์ได้อย่างรวดเร็ว และนำมาฟังคำพิพากษาในวันนี้ และอยากฝากไปถึงประชาชนว่าพิจารณาให้ดีเวลาเจอทนายที่คอยหากินกับความเดือดร้อนของผู้อื่น ถ้าหากมีใครที่เจอแบบเดียวกับที่ตนเจอก็ต้องมีการทำอะไรสักอย่าง เพื่อไม่ให้บุคคลเหล่านั้นไปหลอกลวงผู้อื่นได้อีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง