แค่ขับรถปาดหน้า กู้ภัยทะเลาะโชเฟอร์แท็กซี่

View icon 15
วันที่ 12 ส.ค. 2569 | 16.09 น.
ข่าวเย็นประเด็นร้อน
แชร์
ข่าวเย็นประเด็นร้อน - เจ้าหน้าที่กู้ภัยเข้าไปทำร้ายคนขับรถแท็กซี่ หน้าช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร สถานี MRT สรุปแล้วชนวนเหตุมาจากเรื่องการขับรถปาดหน้า

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชนวนเหตุมาจากเรื่องการขับขี่รถปาดหน้ากัน โดยคนขับรถแท็กซี่ ที่ไปมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่กู้ภัย เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.บางขุนนนท์ บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงใกล้ ๆ 20.00 น. ตอนนั้นกำลังจะไปรับผู้โดยสาร ขี่รถมาจนถึงแยกไฟฉาย ก็มีรถขับตามมา บอกว่า เขาไปขับรถปาดหน้า จากนั้นก็เริ่มมีปากเสียงกัน แล้วอีกฝ่ายก็ชักมีดออกมาข่มขู่

พอขับรถออกจากแยกไปถึงจุดรอรับผู้โดยสาร ปรากฎฝั่งคู่กรณี ก็ขี่รถตามมา พยายามกระชากประตูฝั่งคนขับ ก่อนจะใช้ด้ามมีดทุบกระจกจนแตกเป็นรูจนครบทุกบาน ระหว่างนั้นก็ได้ โทร.คุยกับเจ้าของอู่รถ และ โทร.แจ้ง 191 แต่ก็ยังไม่กล้าลงจากรถ

ระหว่างนั้นฝั่งคู่กรณี ก็เริ่มตามพรรคพวกมาหลายคน ตนเองจึงตัดสินใจหนีแล้ววิ่งขึ้นไปหลบบนสถานีรถไฟฟ้า MRT ไฟฉาย จนมาเกิดเหตุการณ์แบบที่เห็นในคลิป ก่อนที่จะมีตำรวจมาระงับเหตุ เบื้องต้นความเสียหายที่เกิดขึ้นรอบคัน ทางอู่ซ่อมรถประเมินความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท ส่วนอาการบาดเจ็บ พบว่าซี่โครง จมูก โหนกแก้มหัก ได้เข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บแล้ว

ขณะที่ นายสุพจน์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เป็นคู่กรณี เล่าให้ฟังแบบหนังเกือบจะคนละม้วน ยืนยันว่า ถูกอีกฝ่ายขับรถจี้ไล่หลัง แล้วยังพยายามขับรถแซง แล้วเบรกใส่เพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายผิดอยู่หลายครั้ง จนรถมาจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ตอนนั้นยอมรับว่าโมโห และใช้มือทุบกระจกบานแรกแตก คนขับรถแท็กซี่จึงขับหนีอีก แล้วเฉี่ยวหัวเข่าจึงโมโหกว่าเดิม ระหว่างนั้นได้ โทร.เรียกเพื่อนที่เป็นกู้ภัยมา แต่จะให้มาทำแผล ไม่ได้ให้มาทำร้ายใคร ไม่ได้มีมีดมาข่มขู่ จังหวะที่ฝั่งคนขับแท็กซี่ลงจากรถ ตัวเองยอมรับว่าได้เอามือไปตบหน้าอีกฝ่าย แต่ก็ถูกอีกฝ่ายชกสวนกลับมา ก่อนจะวิ่งหนี จึงตะโกนไปว่า "ชนแล้วหนี" โดยไม่รู้ว่ากู้ภัยที่วิ่งไล่ตามขึ้นไปบน MRT เป็นใคร เพราะทำแผลอยู่

สอบถามเรื่องนี้กับ ผู้กำกับการ สน.บางขุนนนท์ ได้ข้อสรุปว่า เหตุที่คดีนี้ต้องใช้เวลา เพราะต่างฝ่ายต่างแจ้งความเอาผิดอีกฝ่าย จึงต้องรอผลตรวจร่างกาย และผลการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งก็ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ส่วนต้นสังกัดของอาสาสมัครกู้ภัย ก็รับว่า ได้คุยกับทั้ง 2 ฝ่ายแล้วครั้งหนึ่ง ทีแรกคิดว่าเรื่องจะจบ แต่พอมาเห็นภาพที่โพสต์ลงโซเชียลฯ จึงถามกู้ภัยในสังกัดที่เป็นคู่กรณี ก็รับว่ายังไม่ได้เยียวยาค่าเสียหาย เพราะรอตำรวจพิจารณาเอาผิด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะพิจารณาแล้วว่าเป็นความผิดส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับองค์กร แต่ก็ได้รับข้อเท็จจริงมาไม่ครบ ซึ่งในส่วนของคนที่เป็นคู่กรณี ตอนนี้ได้สั่งพักงาน และจะพิจารณาให้ออกจากมูลนิธิ เพราะมองเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเรื่อง ส่วนอาสาสมัครคนอื่น ๆ ที่ไปร่วมก่อเหตุจะพิจารณาโทษที่เหมาะสมต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง