วิวาทกลางกรุง! กู้ภัยต่อยกับคนขับแท็กซี่ หลังมีปากเสียงเรื่องขับรถปาดหน้า

วิวาทกลางกรุง! กู้ภัยต่อยกับคนขับแท็กซี่ หลังมีปากเสียงเรื่องขับรถปาดหน้า

View icon 28
วันที่ 12 ส.ค. 2569 | 11.57 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วิวาทกลางกรุง! คนขับแท็กซี่ร้องถูกกู้ภัยทำร้ายร่างกาย ทุบรถพัง หลังมีปากเสียงเรื่องขับรถปาดหน้า ด้านต้นสังกัดบอกเป็นการทะเลาะส่วนบุคคล แต่ได้สั่งพักงานกู้ภัยคนดังกล่าวแล้ว

วันนี้ (12 ส.ค.69) จากกรณีที่มีคนขับรถแท็กซี่ถูกอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิแห่งหนึ่ง ยกพวกรุมทำร้ายที่สถานีรถไฟฟ้า MRT ไฟฉาย

ทีมข่าวลงไปพื้นที่ไปสอบถามข้อมูลถึงที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายประจักษ์ คนขับแท็กซี่ ผู้เสียหาย โดยเปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กรกฏาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 00.17 น. ขณะขับรถแท็กซี่บนถนนจรัญสนิทวงศ์ 28 เพื่อไปรับผู้โดยสาร ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน

ระหว่างทางก่อนถึงแยกไฟฉาย มีชายขับรถจักรยานยนต์บีบแตรและขี่ประกบ ก่อนกล่าวหาว่า ตนขับรถประชิดและจี้ท้ายรถจักรยานยนต์ของเขา จากนั้นเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่ชายคนดังกล่าวจะชักมีดสั้นสีเงินออกมา ทำให้ตนเองตกใจ จึงขับรถหนีและมุ่งหน้าไปรับผู้โดยสาร แต่คู่กรณียังคงขี่รถจักรยานยนต์ติดตามมา

เมื่อไปถึงหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ชายคนดังกล่าวเดินเข้ามาพยายามเปิดประตูรถ แต่ไม่สามารถเปิดได้ เนื่องจากตนเองล็อกประตูไว้ ก่อนจะใช้มีดทุบกระจกรถฝั่งผู้โดยสารและกระจกด้านหลัง พร้อมตะโกนให้ลงจากรถ และพูดข่มขู่ว่า “มึงตายแน่ กู้ภัยแถวนี้เป็นพวกกูหมด”

ตนเองจึงโทรศัพท์หาเจ้าของรถแท็กซี่และแจ้งตำรวจ 191 ก่อนพยายามถอยรถเพื่อถ่ายภาพทะเบียนรถจักรยานยนต์ แต่ชายคู่กรณีกลับกระโดดขวางรถ ทำให้ตนต้องขับรถออกไป ก่อนย้อนกลับมาเพื่อพยายามถ่ายทะเบียนอีกครั้ง

ส่วนกล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ นายประจักษ์ระบุว่า ได้ติดต่อขอภาพจาก MRT แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถมอบให้บุคคลทั่วไปได้ และจะให้เฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ตนกังวลใจ เพราะเกรงว่าหลักฐานสำคัญอาจสูญหาย

นายประจักษ์ยอมรับว่า ยังคงกังวลเรื่องความปลอดภัย เคยได้ยินเรื่องราวถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของอาสาสมัครกู้ภัยมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะมาเจอกับตนเอง เป็นอาสาสมัครกู้ภัยแทนที่จะช่วยคนแต่กลับมาทำร้ายคนโดยไม่มีเหตุผล แทนที่จะสอบถามถึงที่มาที่ไปก่อนเพื่อพูดคุยเจรจาทำความเข้าใจกัน แต่กลับเลือกใช้วิธีพวกมากลากไปใช้ความรุนแรง โต๊ะสังกัดมูลนิธิทำไมถึงเลือกคนแบบนี้มาปฏิบัติหน้าที่จิตอาสา เพราะพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นภัยสังคม

อีกยังเกรงว่าคดีจะไม่คืบหน้า เนื่องจากคู่กรณีอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัย และอาจรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จึงอยากให้ตำรวจตรวจสอบคดีอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะมีเวลาล่วงเลยมากว่า 20 วันแล้ว แต่คดีก็ยังไม่คืบหน้า

ทีมข่าวยังได้โทรศัพท์ไปสอบถามกับเจ้าของอู่แท็กซี่ที่ได้รับความเสียหาย เปิดเผยว่า นายประจักษ์ คนขับรถแท็กซี่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เช่ารถแท็กซี่ของตนเองมานานประมาณ 5-6 ปี เป็นคนทำมาหากินและหาเช้ากินค่ำ

หลังเกิดเหตุ นายประจักษ์ได้โทรศัพท์มาหาตน เล่าว่าถูกกลุ่มกู้ภัยรุมทำร้าย ตนจึงแนะนำให้โทรแจ้งตำรวจ และให้หาที่ปลอดภัยเพื่อหลบซ่อน ก่อนที่ตนเองจะเดินทางไปยัง สน.บางขุนนท์ หลังเกิดเหตุ และพบว่ามีกลุ่มกู้ภัยหลายคนอยู่ภายในโรงพัก

ส่วนความเสียหายของรถแท็กซี่ พบว่ากระจกได้รับความเสียหายรอบคัน ต้องนำรถเข้าอู่เพื่อซ่อมแซม ประเมินความเสียหายเบื้องต้นอยู่ที่ 17,070 บาท โดยตนได้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว

สำหรับเรื่องค่าเสียหาย ขณะนี้ต้องรอพูดคุยกับคู่กรณีและผู้เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากตำรวจเจ้าของคดียังไม่ได้ติดต่อให้ตนเข้าไปให้ปากคำ แต่ตนต้องการให้มีการรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

ขณะเดียวกัน นายใหญ่ เปิดเผยว่า กรรมการบริหารของมูลนิธิร่วมกตัญญูได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ โดยระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล และนายโอเล่ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นอาสาร่วมกตัญญู ขณะเกิดเหตุไม่ได้สวมชุดกู้ภัย อีกทั้งเป็นช่วงนอกเวลาปฏิบัติงาน จึงไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่หรือมูลนิธิร่วมกตัญญู

โดยทางกรรมการบริหารต้องการชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครในนามมูลนิธิ และตอนนี้ได้สั่งพักงานหยุดปฎิบัติหน้าที่อาสากู้ภัยไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย

นายใหญ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนตัวรู้สึกสงสารนายประจักษ์ เพราะเป็นคนหาเช้ากินค่ำ และต้องใช้รถแท็กซี่ในการประกอบอาชีพ ขณะที่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดของเหตุการณ์ทั้งหมด ต้องรอการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานของตำรวจต่อไป

พันตำรวจเอก อุเทน ตั้งพิทักษ์เสมอ ผู้กำกับการ สน. บางขุนนนท์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์แท็กซี่ถูกอาสาสมัครกู้ภัยรุมทำร้ายที่สถานีรถไฟฟ้า MRT ไฟฉาย เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนแล้ว ในส่วนของอาสาสมัครกู้ภัยมาแจ้งความดำเนินคดีกับคนขับแท็กซี่ข้อหาขับรถเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี ในขณะที่คนขับแท็กซี่ก็แจ้งความดำเนินคดีกับอาสาสมัครกู้ภัยในข้อหาขับรถเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี

เบื้องต้นทั้งสองฝ่ายเจรจาแล้วไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากฝ่ายคนขับแท็กซี่อ้างว่าถูกทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ในขณะที่อาสาสมัครกู้ภัยอ้างว่าถูกคนขับแท็กซี่ทำร้ายก่อน พนักงานสอบสวนจึงต้องรอผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เช่น ภาพวงจรปิดในช่วงเกิดเหตุการณ์ ซึ่งตำรวจมีหลักฐานต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว ส่วนคู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะกล่าวอ้างอย่างไรก็เป็นไปตามสิทธิ์ เมื่อผลการตรวจร่างกายของแพทย์ออกอย่างเป็นทางการแล้วจะเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำอีกครั้ง ใครผิดก็ว่าไปตามผิดและจะแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป ยืนยันว่าตำรวจไม่ได้ทำงานล่าช้า และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง