กู้ภัยโต้ ถูกคนขับแท็กซี่ไล่จี้ท้ายรถ ยั่วยุให้โมโห ยันไม่ได้เรียกพวกมารุมทำร้ายคนขับแท็กซี่ ขอโทษต้นสังกัดทำให้เสียชื่อ ตอนนี้ถูกให้ออกจากงานไว้ก่อน
วันนี้ (12 ส.ค.69) นายสุพจน์ สะริยานนท์พินิจ อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ถูกกล่าวหาว่ายกพวกรุมทำร้ายคนขับแท็กซี่ อายุ 49 เปิดใจกับทีมข่าวถึงเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวหา ว่า ก่อนเกิดเหตุตน ภรรยาและสุนัข อยู่ระหว่างขับรถจะกลับที่พักบริเวณ ถนนจรัญสนิทวงศ์ มุ่งหน้าพุทธมณฑลสาย 4 โดยระหว่างทางพบรถแท็กซี่ขับไล่จี้ท้ายรถของตนในเลนซ้าย ทำให้ตนตกใจจึงพยายามเบี่ยงรถหลบก่อนที่จะขับแซงขึ้นไป แล้วตะโกนถามว่า “ขับรถแบบนี้ได้อย่างไง มันอันตรายนะ” และพยายามดึงประตูรถ แต่คนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมเปิด ก่อนที่ขับรถอย่างเร็วและแซงขึ้นไป ซึ่งมีการพยายามเบรกรถหลายครั้ง เพื่อให้ตนเสียหลักชนท้าย จนกระทั่งรถมาจอดที่บริเวณหน้าร้านอาหาร บริเวณถนนพรานนก พุทธมณฑลสาย 4 (ตัดใหม่) ตนจึงได้พยายามไปเปิดประตูรถคนขับแท็กซี่ โดยคนขับรถแท็กซี่ไม่ยอมลงมา จึงได้มีการใช้มือทุบกระจกรถแตกหนึ่งบาน ก่อนที่คนขับรถแท็กซี่จะขับรถหนีไปอีกและได้มีการขับรถเฉี่ยวชนหัวเข่าของตน
โดยยอมรับว่า ตนโมโหมาก จึงวิ่งตามไปและได้มีการโทรศัพท์แจ้ง มูลนิธิกู้ภัย ให้มาทำแผลที่มือของตน เพราะทุบกระจกรถแล้วได้รับบาดเจ็บ ทำให้มีมูลนิธิจำนวนมากเข้ามาในพื้นที่ หลังจากนั้นตนได้ยืนขวางหน้ารถแท็กซี่ พยายามเคาะกระโปรงรถด้านหน้าและใช้มือทุบกระจกรถอีก 4 บานที่เหลือ โดยไม่ได้มีการใช้มีดขมขู่แต่อย่างใด จนทำให้มือได้รับบาดเจ็บและเข้าไปหาแท็กซี่จนเกิดการทะเลาะวิวาท
ซึ่งตนได้มีการเอามือไปตบที่หน้าคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งอีกฝ่ายได้มีการต่อยสวนกลับมา ก่อนที่คนขับรถแท็กซี่จะลงมาวิ่งหนีไปยังสถานีรถไฟฟ้า MTT ไฟฉาย โดยตนตะโกนตามหลังว่า “ชนแล้วหนี ” ทำให้มูลนิธิที่อยู่ตรงจุดเกิดเหตุวิ่งตามไปที่สถานีรถไฟฟ้า ซึ่งยืนยันว่าตนไม่ได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้ามาในที่เกิดเหตุ และเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นด้านบนสถานี แต่ตนไม่ได้ขึ้นตามไปอย่างแน่นอน เพราะต้องทำแผลอยู่ที่รถมูลนิธิ
ทั้งนี้ยอมรับว่าในระหว่างเกิดเหตุ ตนเป็นคนพูดว่า “มึงตายแน่ แถวนี้ถิ่นกู” แต่พูดไปด้วยอารมณ์โมโห พร้อมกับยืนยันว่าในที่เกิดเหตุ ตนไม่ได้ใช้มีดในการข่มขู่คนขับรถแท็กซี่ รวมทั้งไม่ได้มีการท้าทาย ว่าอยากได้เงินให้ไปฟ้องเอา ส่วนเรื่องคดีความยังไม่ไปถึงไหนเนื่องจากรอตำรวจเรียกทั้ง2 ฝ่ายเข้าไปเจรจา โดยตั้งแต่เกิดเรื่องตนยังไม่เคยมีการพูดคุยกับคู่กรณีแต่อย่างใด ซึ่งตนพร้อมที่จะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ส่วนในคดีที่คนขับรถแท็กซี่มีการทำร้ายตนก็ต้องแยกเป็นอีกกรณีหนึ่ง
รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นการสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของมูลนิธิ ตนก็น้อมรับผลที่จะตามมาแม้จะถูกไล่ออกก็ยินดี เพราะตนเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดแต่อยากให้สังคมเข้าใจว่า แท็กซี่ก็ทำไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ทีมข่าวได้สอบถามหัวหน้างานของอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิ ได้ชี้แจงว่า ได้มีการพูดคุยกับคนขับแท็กซี่ผู้เสียหายและเจ้าของรถแท็กซี่ ตั้งแต่ช่วงหลังเกิดเหตุ ก็คิดว่าเรื่องน่าจะจบไปแล้ว แต่ภายหลังมาพบว่ามีการโพสต์ภาพเหตุการณ์ลงในโซเชียลอีก จึงสอบถามไปยังอาสาสมัครกู้ภัยว่า ได้เจรจารับผิดชอบค่าเสียหายของรถแท็กซี่ไปหรือยัง ก็ได้รับคำตอบมาว่า ยังไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะว่ารอตำรวจเรียก ซึ่งตนก็ยังไม่เข้าใจว่าเวลาผ่านไปกว่า 20 วันแล้ว ทำไมคดีถึงไม่มีความคืบหน้า
สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้นต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การทะเลาะวิวาทกันระหว่างคนขับแท็กซี่และอาสามูลนิธิกู้ภัย ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้อยู่ในช่วงปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่เกี่ยวข้องกับทางมูลนิธิ เป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัว ก็ให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย
อีกส่วนคือกรณีที่มีการเรียกพวกอาสาสมัครไปก่อเหตุรุมทำร้ายคนขับแท็กซี่นั้น ยอมรับว่าเพิ่งรู้เรื่องเพราะอาสาสมัครกู้ภัยไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมดให้ฟัง ตนจึงได้เรียกอาสาสมัครกู้ภัยที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดมาให้ปากคำในวันนี้ ซึ่งหากพบว่าเป็นการไปก่อเหตุทำร้ายร่างกายในขณะปฎิบัติหน้าที่ก็จะจะต้องมีการพิจารณาโทษต่อไป ส่วนอาสาสมัครกู้ภัยคนก่อเหตุมีการพิจารณากันไว้ว่าจะให้ออกจากมูลนิธิก่อนเพราะถือว่าเป็นต้นเรื่องที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น