ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา ทายาทนายเฮียง ทวงคืนที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยาราม พร้อมพวก

ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา ทายาทนายเฮียง ทวงคืนที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยาราม พร้อมพวก

View icon 5
วันที่ 13 ส.ค. 2569 | 13.08 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ตำรวจออกหมายเรียกป้าดา ทายาทนายเฮียง ทวงคืนที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยาราม พร้อมพวก บุกรุกปิดทางเข้าออกวัด ด้าน ลูกสาวนายเฮียง ยืนยัน พ่อมีเจตนาสร้างวัดให้จริง แต่ไม่ได้ยกที่ให้ 

13 ส.ค. 69 พันตำรวจเอก ยศวัจน์ แก้วสืบธัญนิจ ผู้กำกับการสภ. เมืองขอนแก่น ทราบว่า ตอนนี้ออกหมายเรียกป้าดา เจ้าของรถตู้สามคน ส่วนรถปูนนั้นอยู่ระหว่างตรวจสอบทะเบียนรถ โดยเบื้องต้นรถตู้นั้นอยู่ กทม. ส่วนรถปูนเชื่อว่าน่าจะอยู่ขอนแก่น ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบป้ายทะเบียนอยู่ และในส่วนข้อหาจะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน และทำการสอบปากคำฝ่ายวัดเพิ่มเติมอย่างละเอียด ก่อนเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำและแจ้งข้อหาโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและคำให้การประกอบ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการยังไม่แจ้งข้อกล่าวหากับใครในกรณีนี้

พร้อมกันนี้ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปบ้านของนางบัวเรียน พิมพ์ศรี หรือแม่ตุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง และนางนาง หรือนางน้อย และเป็นคนที่ยื่นฟ้องร่วมกับแม่ โดยก่อนที่ผู้สื่อข่าวจะได้เข้าไปพูดคุยนั้น ลูกเขยของนายเฮียง ได้ขอความร่วมมือกับผู้สื่อข่าวไม่ให้บันทึกภาพนิ่งภาพวิดีโอบันทึกเสียงคลิปสัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้นแต่สามารถให้เป็นข้อมูลได้

จากการพูดคุยผู้สื่อข่าวได้สอบถามนางบัวเรียน ถึงที่มาที่ไปในการมอบที่ดินสร้างวัดจนกลายเป็นข้อพิพาทจนถึงปัจจุบันนี้ โดยนางบัวเรียนลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียงและนางนาง ท้าวความให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้านและขายที่ดิน ที่ดินตรงที่เป็นข้อพิพาทนั้นเนื้อที่ทั้งหมดจริงๆของพ่อมีทั้งหมด 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ในส่วนที่ดินวัดนั้น 21 ไร่เศษพื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5-6 ไร่ ซึ่งบริเวณนี้เป็นป่าหมดมีแม่ชีมาสร้างกุฎิตรงบริเวณพื้นที่ห้าไร่และก็มีพระมาทำเตาฟืน พ่อจึงสงสารซื้อกุฎิมาตั้งหนึ่งหลังก่อนจะเกิดความเลื่อมใสศรัทธามาเรื่อยเรื่อยจนมีเจตนารมย์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง

จนกระทั่งพ่อสามารถดำเนินการเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ และในวันที่ร่วมทอดถวายผ้าป่านั้นพ่อก็ได้นำเงินผ้าป่าไปถวาย อดีตเจ้าอาวาสซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าเจ้าสำนัก พร้อมกับนำโฉนดที่ดินไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่าพ่อเฮียงมีเจตนารมย์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้ แต่ปรากฏว่าทางวัดได้นำไปติดฝาผนังเอาไว้เพื่อเหมือนกับประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่าที่แห่งนี้จะมีการสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด จนกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้จนตนเองในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้ว เพราะไม่มีเงินมีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนจน และต่อมาก็มีน้องดา ซึ่งเป็นหลานสาวตนเองเป็นหลานทางแม่น้อย หรือนางนางแม่ของตนเอง ซึ่งน้องดาไปอยู่ที่กรุงเทพและแต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความรู้ในเรื่องนี้อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนเองก็ไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้วยอมแพ้แล้วจึงมอบทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีญาติพี่น้องทุกคนจึงไว้ใจให้น้องดาซึ่งเป็นหลานดำเนินการต่อเป็นรุ่นต่อไป

แม่ตุ๋ยบอกอีกว่า ภายหลังคุณพ่อเสียชีวิตทุกคนก็เข้าใจว่าทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด จึงกลายเป็นข้อพิพาทขึ้นเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล เดิมทีครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่า พ่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่ดินตรงนี้อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้องเก้าคน ส่วนพื้นที่วัดก็เป็นพื้นที่ 6 ไร่ ตรงที่มีข้อพิพาทกันทั้งวัด เทศบาล และที่ดิน เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ่อด้วย ซึ่งตนเองพยายามสู้เรื่องนี้มาแต่สุดท้ายก็ต้องขอยอมแพ้ เพราะสู้ไม่ไหว ไม่มีเงินเงินทองไปสู้กับขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้ ตอนนี้ทุกอย่างน้องดาเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด และรายละเอียดต่างๆให้น้องดาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแทน ยืนยันว่าที่ดินตรงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียง ซึ่งก็เหมือนที่น้องดา พูดถ้าสามารถสร้างวัดได้จริง ทำไมชื่อในโฉนดยังเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเฮียงพ่อตนเองอยู่ ถ้าชื่อในโฉนดเป็นชื่อวัดก็คงจะไม่เกิดข้อพิพาท แต่เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตไปแล้วการสร้างวัดก็ต้องเป็นโมฆะเป็นปกติอยู่แล้ว และยังไม่ได้มีการสร้างอะไร อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ต้องให้น้องดาเป็นคนดำเนินการแทนเเพราะมีความรู้เรื่องนี้ดี

ด้านนางสาวพร (นามสมมติ) อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณถนนอดุลยาราม และขอสงวนชื่อ–นามสกุลจริง เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นวัดป่าอดุลยารามตั้งอยู่แล้ว จึงไม่ทราบรายละเอียดว่าในอดีตมีการมอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินกันอย่างไร หลังเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายกำลังจะดำเนินการอย่างไร แต่เมื่อทราบเรื่องราวแล้วรู้สึกเสียใจและสลดใจอย่างมาก จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และปล่อยให้สถานที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป เพื่อเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคนในชุมชน

นางสาวพร กล่าวต่อว่า ตนและครอบครัวมีความผูกพันกับวัดแห่งนี้มาเป็นเวลานาน อัฐิของพ่อแม่ก็เก็บไว้ภายในวัด ที่ผ่านมาตนเข้ามาทำบุญและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางวัดจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งงานกฐิน งานบุญมหาชาติ และงานประเพณีทางศาสนาอื่น ๆ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำชาวบ้านร่วมทำกิจกรรมมาโดยตลอด พอมาเกิดเรื่องทะเลาะกันแบบนี้ก็รู้สึกสลดใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมาทำกับวัดแบบนี้ มองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและอยากให้ผู้เกี่ยวข้องกลับไปคิดใหม่ อยากให้วัดยังคงเป็นวัด เพื่อให้ชาวบ้านมีสถานที่ทำบุญ ประกอบพิธีศพ และทำกิจกรรมทางศาสนาเหมือนที่ผ่านมา และจากการพูดคุยกับชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทุกคนต่างบอกตรงกันว่าอยากให้พื้นที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป และไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีก ยืนยันว่าชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านหรือไม่ต้องการให้มีวัด แต่ทุกคนอยากให้วัดอยู่คู่กับชุมชนต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง