ยอมรับในความล่าช้า กรณีผู้ป่วยรอรักษา 4 ชม. จนเสียชีวิต

ยอมรับในความล่าช้า กรณีผู้ป่วยรอรักษา 4 ชม. จนเสียชีวิต

View icon 109
วันที่ 14 ส.ค. 2569 | 09.03 น.
ข่าวภูมิภาค
แชร์
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร  ยอมรับในความล่าช้า กรณีผู้ป่วยอายุ 65 ปี ปวดท้องรุนแรง  รอการรักษา  4 ชั่วโมง จนเสียชีวิต เผยผู้ป่วยควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่กรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประมาณ 1 ชั่วโมง

จากกรณี นายชาม อายุ 65 ปี ปวดท้องรุนแรง รอรักษาที่โรงพยาบาลรัฐในจังหวัดมุกดาหารนานกว่า 4 ชั่วโมง สุดท้ายเสียชีวิต ซึ่งต่อมาลูกสาวของผู้เสียชีวิตได้มาโพสต์ตัดพ้อ พร้อมกับ สะท้อนถึงปัญหาหาในการรักษาล้าช้าจนทำให้พ่อของตนเองเสียชีวิต ซึ่งเกิดเหตุเมื่อ  วันที่ 12 สิงหาคม 2569

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังโรงพยาบาลมุกดาหารเพื่อขอคำชี้แจง โดยมีแพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมุกดาหาร นายแพทย์วิลาศ นรินทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูล

แพทย์หญิงนภาพร กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมชี้แจงว่า เมื่อมาถึงโรงพยาบาล นายชามได้รับการคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับที่ 2 หรือสีชมพู ซึ่งมีความเร่งด่วนรองจากระดับที่ 1 หรือสีแดง อันเป็นกลุ่มวิกฤตสูงสุดตามแนวทาง ผู้ป่วยระดับสีชมพูควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที แต่กรณีนี้มีช่วงห่างของการติดตามประมาณ 1 ชั่วโมง จึงยอมรับว่ากระบวนการดังกล่าวล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด

ผู้อำนวยการโรงพยาบาล อธิบายว่า ขณะนั้นมีผู้ป่วยระดับสีแดงเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ ผู้ถูกงูเห่ากัดซึ่งมีอาการรุนแรงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ และผู้มีภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้บุคลากรต้องเร่งช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในภาวะคุกคามต่อชีวิตก่อน อย่างไรก็ตาม แพทย์หญิงนภาพรย้ำว่า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว และโรงพยาบาลยอมรับความล่าช้าในส่วนของการประเมินซ้ำ

เมื่อพบว่านายชามมีอาการรุนแรงขึ้น ทีมรักษาได้ประสานแพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดและส่งตรวจ CT Scan ผลปรากฏว่า หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งในทางการแพทย์ถือเป็นภาวะวิกฤตสูงที่สุดของความผิดปกติในหลอดเลือดดังกล่าว จากนั้นสัญญาณชีพของผู้ป่วยอ่อนลง ก่อนเสียชีวิตในที่สุด

นายแพทย์วิลาศกล่าวเพิ่มเติมโดยสรุปว่า โรงพยาบาลจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวน เพื่อปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ความปลอดภัย และโอกาสรอดชีวิต พร้อมนำข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำ

ทั้งนี้ ข้อสังเกตที่ว่า หากได้รับการตรวจและรักษาเร็วกว่านี้ นายชามอาจมีโอกาสรอดชีวิต เป็นความเห็นของครอบครัว ส่วนระยะเวลาการรักษามีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตหรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากเวชระเบียน ลำดับการดูแล และข้อวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง