ห้องข่าวภาคเที่ยง - โรงพยาบาลมุกดาหาร ยอมรับล่าช้า หลังผู้ป่วยชายอายุ 65 ปี ปวดท้องรุนแรง รอรักษานานกว่า 4 ชั่วโมง ก่อนเสียชีวิต ครอบครัวตั้งข้อสงสัย หากได้รับการรักษาเร็วกว่านี้อาจมีโอกาสรอดชีวิต
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังลูกสาวของผู้เสียชีวิตโพสต์ข้อความสะท้อนความเสียใจ และตั้งคำถามถึงกระบวนการรักษา พ่อมีอาการปวดท้องรุนแรง แต่ต้องรอการรักษาเป็นเวลานาน
ในโพสต์สรุปใจความว่า "พ่ออายุอายุ 65 ปี มีอาการปวดท้องรุนแรง และคลำพบก้อนแข็งบริเวณท้อง หลังเข้ารับการรักษา อาการทรุดลง โดยมีอาการเกร็ง อาเจียน หน้าซีด เหงื่อออกมาก และหมดสติ ตรวจพบความดันโลหิตสูง ก่อนส่งตรวจ CT พบหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน แต่ผู้ป่วยชีพจรอ่อนลงจนหัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตในที่สุด"
ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปสอบถามข้อเท็จจริงกับโรงพยาบาลมุกดาหาร โดยแพทย์หญิงนภาพร เกียรติดำรง ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แสดงความเสียใจต่อครอบครัว พร้อมชี้แจงว่า เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล ได้รับการคัดกรองเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินระดับ 2 หรือ “สีชมพู” ซึ่งควรได้รับการประเมินอาการซ้ำทุก 30 นาที
แต่ในกรณีนี้ มีช่วงห่างของการติดตามอาการประมาณ 1 ชั่วโมง โรงพยาบาลยอมรับว่า การประเมินซ้ำล่าช้ากว่ากรอบเวลาที่กำหนด ช่วงเวลาดังกล่าว โรงพยาบาลมีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤต หรือสีแดง เข้ามาพร้อมกัน 2 เคส ทำให้บุคลากรต้องเร่งช่วยเหลือชีวิตก่อน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลย้ำว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อแก้ตัว โรงพยาบาลยอมรับความล่าช้าในขั้นตอนการประเมินอาการซ้ำ
เมื่อผู้ป่วยมีอาการรุนแรงขึ้น ทีมแพทย์ได้ประสานแพทย์เฉพาะทาง และส่งตรวจ CT Scan ก่อนพบว่า ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองและฉีกขาด ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตรุนแรง ก่อนที่สัญญาณชีพจะอ่อนลง และเสียชีวิตในที่สุด
หลังจากนี้ โรงพยาบาลจะนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการทบทวน เพื่อปรับปรุงระบบดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง และความปลอดภัยของผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำ