ห้องข่าวภาคเที่ยง - เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมนำโฉนดที่ดินตัวจริง ไปแสดงที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดขอนแก่น ขณะที่ป้าดา และกลุ่มชายฉกรรจ์ นำท่อระบายน้ำกีดขวางทางเข้าวัด ยังไม่ยอมไปพบตำรวจ ตามหมายเรียก
ปัญหาข้อพิพาททายาทนายเฮียง เดินหน้าทวงคืนที่ดินวัดป่าอดุลยาราม แม้เมื่อวานนี้พ่อเมืองขอนแก่น จะออกหน้าว่าพร้อมจะเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ แต่ในด้านคดีความที่ต่อเนื่องกัน ก็ต้องดำเนินต่อไป ซึ่งตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ออกหมายเรียกป้าดา นางสาวชมมณี อายุ 62 ปี และกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ร่วมก่อเหตุรวมเป็น 5 คน ให้มารับทราบข้อกล่าวหา โดยผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น ระบุว่า ได้ตรวจคลิปเหตุการณ์ที่มีการนำท่อระบายน้ำและรถโม่ปูน ไปตั้งขวางทางเข้าวัด เป็นพฤติการณ์รบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ แต่จนถึงขณะนี้ ป้าดาและพวก ก็ยังไม่ไปพบพนักงานสอบสวน
ส่วนกรณีการแจ้งความโฉนดที่ดินหาย และไปดำเนินการขอออกใบแทนจากเจ้าพนักงานที่ดิน หากพิสูจน์ได้ว่า กระทำไปทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงยังอยู่ ก็จะถูกดำเนินคดีแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกด้าน จากอดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ที่ออกมาพูดถึงหนังสือสัญญา ที่ป้าดาบอกเป็นเงื่อนไขไม่ยกที่ดินให้นั้น ที่แท้คือหนังสือที่นายเฮียงทำขึ้นมาเพื่อป้องกันทายาทฟ้องร้อง จึงเปรียบเสมือนพินัยกรรมฉบับหนึ่ง แม้นายเฮียงจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่กฎหมายบังคับต้องดำเนินการต่อตามเจตนารมณ์ของคนตาย เมื่อที่ดินเป็นของวัดแล้ว จะหยิบยกเรื่องอายุความ หรือระยะเวลาการครอบครองมาต่อสู้ยึดที่ดินของวัดไม่ได้
ขณะที่สังคมยังกังขากับพฤติกรรมของป้าดา ที่เป็นแค่ญาติทางภรรยานายเฮียง แต่กลับออกมาเปิดหน้าชน ทวงคืนที่ดินวัดป่าอดุลยารามนั้น ก็มีตัวละครเพิ่มขึ้น คือนางบัวเรียน ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียง ที่ออกมาให้ข่าวว่า เดิมทีพ่อมีที่ดิน 42 ไร่ แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ส่วนที่ดิน 21 ไร่ พ่อมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด แต่ไม่ได้ยกที่ดินให้ใคร โดยเคยนำโฉนดไปแสดงในงานทอดผ้าป่า เพื่อให้ชาวบ้านรับรู้ถึงเจตนารมณ์ดังกล่าว ก่อนที่โฉนดจะถูกนำไปติดไว้ที่วัด ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของเจ้าอาวาส
หลังพ่อเสียชีวิต ครอบครัวเข้าใจว่าการสร้างวัดไม่เกิดขึ้นจริง เพราะไม่ได้มีการสร้างเสนาสนะ จึงเกิดข้อพิพาท และเข้าสู่กระบวนการทางศาล
นางบัวเรียน ยืนยันว่า หากที่ดินเป็นของวัดจริง ชื่อในโฉนดก็ควรเป็นของวัด แต่ปัจจุบันยังเป็นชื่อนายเฮียง จึงเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ยังเป็นของพ่อ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ป้าดา ซึ่งเป็นหลานทางแม่ เป็นผู้ดำเนินการเรื่องข้อพิพาททั้งหมดต่อไป
และเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ก็เดินทางไปยังสำนักงานที่ดิน จ.ขอนแก่น โดยมีการนำโฉนดที่ดินตัวจริง ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อทำการเปลี่ยนชื่อเจ้าของโฉนดจากนายเฮียงเป็นวัดป่าอดุลยาราม ทั้งนี้ เจ้าอาวาส ยอมรับว่า ปัญหาที่ยืดเยื้อเพราะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย หลังศาลแพ่งมีคำพิพากษาว่าที่ดินเป็นของวัด ก็คิดว่าเรื่องจบแล้ว จึงไม่มีการดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนด และที่ไม่นำมาแสดงตั้งแต่ต้น เพราะกลัวหายจึงเก็บไว้อย่างดี
ทั้งนี้ เจ้าพนักงานที่ดิน จังหวัดขอนแก่น บอกว่า แม้วันนี้เจ้าอาวาสจะนำโฉนดตัวจริงมาแสดง และต้องการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของโฉนด แต่ยังดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันนี้ไม่ได้ เพราะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง และนำคำพิพากษาของศาล มาพิจารณาประกอบด้วย จึงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง
ด้านศาสตราจารย์ พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ ประกาศราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2551 ประกาศตั้งวัดป่าอดุลยาราม พร้อมระบุข้อความขอให้วัดป่าอดุลยาราม สถิตสถาพรตลอดกาลนาน
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง โพสต์อีกว่า ที่ดินแปลงใดก็ตามที่วัดทั้งหลายได้รับพระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดิน หรือ มีผู้มีจิตศรัทธาอุทิศถวายไว้ เพื่อสร้างวัดแล้ว ที่ดินแปลงนั้นเรียกว่า ที่ธรณีสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ที่ธรณีสงฆ์ จะโอนเปลี่ยนมือได้ต้องทำเป็นพระราชบัญญัติ เว้นแต่มีเหตุพิเศษที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย
ที่ดินแปลงใดมีฐานะเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว ย่อมไม่อาจมีผู้ใดมาแย่งกรรมสิทธิ์ไปโดยอ้างหลักครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นกรณีสำหรับที่ดินเอกชนได้
ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า เห็นข่าวฟ้องเรียกที่ดินคืนจากวัด และเอาแท่งปูนไปปิดกั้นประตูวัด เห็นแล้วก็เศร้าใจ
ฟังความเห็นของ อาจารย์ธงทอง อธิบายเรื่อง หลักในการยกที่ดินให้วัด สมบูรณ์ตั้งแต่แสดงเจตนาในการยกให้แล้ว
แต่ประเด็นที่ทายาทยกขึ้นมาว่า ที่ดินนี้เป็นสินสมรส เมื่อภรรยาเจ้าของมรดก ยังไม่ได้แสดงเจตนายินยอม ทายาทก็มีสิทธิฟ้องเรียกคืนได้กึ่งหนึ่ง
วัดก็อย่ากังวล เพราะเรื่องนี้ ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่า หากคู่สมรสรู้เห็นการยกให้และไม่คัดค้าน ก็ถือว่า ยินยอมหรือให้สัตยาบันแล้ว