ห้องข่าวภาคเที่ยง สุดสัปดาห์ - เมื่อคืนที่ผ่านมา "พระครูอดุลสารนิเทศ" เจ้าอาวาสวัดอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ป่วยกะทันหัน จนลูกศิษย์ต้องโทรเรียก 1669 นำตัวส่งโรงพยาบาล สาเหตุจากพักผ่อนน้อย เบื้องต้นอาการปลอดภัยแล้ว
หามเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ส่งโรงพยาบาล จ.ขอนแก่น
เมื่อเวลา 21.00 น. คืนที่ผ่านมา พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดอดุลยาราม เกิดอาการหน้ามืด ลูกศิษย์จึงพาพระครูไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยแพทย์ให้นอนสังเกตอาการที่ห้องฉุกเฉิน พร้อมกับใส่ท่อช่วยหายใจ และให้น้ำเกลือ แพทย์วินิจฉัยว่าสาเหตุเกิดจากพระครูฯ ไปฟอกไตและพักผ่อนน้อย ก่อนอนุญาตให้กลับไปจำวัดได้ เมื่อเวลาประมาณ 01.00 น. โดย พระครู ย้ำว่า ต่อไปนี้ญาติโยมที่มาวัด ห้ามแสดงความคิดเห็นเรื่องที่ดินอีก
เจ้าอาวาส ยืนยันวัดไม่มีคนกลางรับบริจาคเงิน จ.ขอนแก่น
ขณะที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ญาติโยมเดินทางมาทำบุญถวายสังฆทานกับพระครูฯ อาการล่าสุดดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม พระครูฯ เป็นห่วงเรื่องมีมิจฉาชีพอ้างเป็นคนกลางเปิดรับบริจาคเงิน เป็นค่าโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของโฉนดที่ดิน ทั้งที่วัดไม่เคยเปิดรับเงินบริจาค
ขณะที่สังคมพากันค้นหาข้อเท็จจริงว่า ที่สุดแล้วที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ได้มาโดยถูกต้องหรือไม่นั้น ล่าสุด ในโลกออนไลน์พากันเผยแพร่ภาพจากหอจดหมายเหตุ ม.ขอนแก่น เป็นงานทอดกฐินของมหาวิทยาลัยที่วัดป่าฯ แห่งนี้ เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2529 ซึ่งสังคมในเวลานั้นรับรู้ว่าที่นี่เป็นวัดมานานแล้ว
ส่วนประตูทางเข้าวัด พิมพ์ปีจัดสร้าง พ.ศ.2532 ผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบกับพระครูฯ ยืนยันว่า สร้างเสร็จ พ.ศ.2532 จริง แต่ก่อนที่พระครูฯ จะมาจำพรรษาที่นี่ 1 ปี จึงไม่ทราบรายละเอียด
อดีตผู้พิพากษา วิเคราะห์บทเรียน กม.ที่ดินสงฆ์
มีข้อเท็จจริงที่น่าสนใจจาก นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นอกจากประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายครอบครัวเรื่อง "การอุทิศที่ดินที่เป็นสินสมรส โดยปราศจากหนังสือยินยอมของภรรยา"
โดย นายวัส อธิบายว่า ขณะที่ "นายเฮียง พิมพ์ศรี" ทำหนังสือสัญญาอุทิศที่ดินและมอบโฉนดให้วัดเมื่อปี 2533 นายเฮียง มีคู่สมรส คือ "นางนาง พิมพ์ศรี" (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) และมีบุตร-ธิดา 9 คน
ซึ่งในหนังสือสัญญายกที่ดินให้วัดเมื่อปี 2533 ไม่ปรากฏหนังสือยินยอมของ นางนาง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางนาง ไม่ได้ยื่นฟ้องหรือคัดค้านการอุทิศที่ดินดังกล่าว
เมื่อนิติกรรมการอุทิศที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2533 เวลาได้ล่วงเลยเกิน 10 ปี มาตั้งแต่ปี 2543 แล้ว สิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสินสมรสของภรรยาจึง "ตกเป็นอันระงับและขาดอายุความอย่างเด็ดขาด"
เมื่อสิทธิการฟ้องเพิกถอนของ นางนาง (ภรรยา) ได้ระงับสิ้นไปตามกฎหมายตั้งแต่ขณะยังมีชีวิตแล้ว สิทธิดังกล่าวจึงไม่เป็นมรดกที่จะตกทอดไปยังทายาท หรือผู้จัดการมรดก ที่จะนำมาใช้ฟ้องร้องหรือโต้แย้ง เพื่อเรียกที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสคืนได้อีก
ประกอบกับการที่ภรรยาและทายาทรับรู้และยินยอมให้วัดเข้าครอบครอง ทำประโยชน์ และปลูกสร้างศาสนสถานมาโดยตลอดกว่า 30 ปี โดยไม่เคยโต้แย้ง ศาลฎีกาถือว่าเป็น "การให้สัตยาบันโดยปริยาย" และเป็นการ "อุทิศที่ดินให้วัดโดยปริยายตามพฤติการณ์" นิติกรรมการอุทิศที่ดินจึงมีความสมบูรณ์โดยเด็ดขาด นับแต่วันที่อุทิศแล้ว
มีข้อมูลจากการสำรวจ ปัจจุบันมีวัดอีกหลายพันแห่งในไทย ได้รับบริจาคที่ดินและจัดตั้งเป็นวัดถูกต้อง แต่ชื่อในโฉนดยังเป็นของเจ้าของเดิม ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว เรื่องนี้สำนักพุทธฯ และกรมที่ดิน ต้องเร่งประสานงานดำเนินการ ป้องกันเกิดกรณีพิพาทซ้ำรอย
ขณะที่กรณีชายปริศนาอ้างเป็น บก.ข่าวหนังสือพิมพ์ บุกถึงกุฏิ อ้างว่าช่วยเหลือวัดมาแล้วหลายแห่ง ล่าสุด ยังหาตัวไม่พบ แต่ลูกศิษย์วัดเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยพระครูฯ มากขึ้นกว่าเดิม
ตอนนี้ผู้สื่อข่าวยังเกาะติดอยู่ในวัด เพราะตามกำหนดการ จะมี นายธงทอง จันทรางศุ และสำนักงานพระพุทธศาสนา ลงพื้นที่ไปที่วัด แต่คาดว่ากำหนดการอาจเปลี่ยนเป็นวันพรุ่งนี้