สนามข่าว 7 สี - พลตำรวจโท ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นว่า หลังได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้ ป.ป.ช.พิจารณา ป.ป.ช. ได้แต่งตั้งตำรวจกองบังคับการปราบปราม ร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนพิเศษ พร้อมกับรับข้อมูลบางส่วน มาดำเนินการต่อในหลายประเด็น
ส่วนกลุ่มนายหน้า และผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินต้นเดือนหน้า จะมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น ไม่ยืนยันว่ายังมีข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอีก หรือไม่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้หยุดแค่การแจ้งข้อกล่าวหา
ส่วนกรณีผู้ที่สอบผ่าน และเข้ารับการบรรจุไปแล้ว อยู่ระหว่างรอข้อมูลจาก ป.ป.ช. ก่อนพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป
ขณะที่ ป.ป.ช. โพสต์เฟซบุ๊ก เปิดเผยข้อมูลราชกิจจานุเบกษา การแบ่งหน้าที่ทำงานร่วมกับ ปปท. โดยสรุปใจความสำคัญ ว่า ป.ป.ช. จะทำหน้าที่เป็นแกนหลักในคดีที่มีความเสียหายสูง คดีทุจริตระดับผู้อำนวยการขึ้นไป คดีที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน 5 ล้านบาท หรือมีความเสียหายเกิน 500,000 บาทขึ้นไป
ส่วน ปปท. จะเน้นคดีทุจริตข้าราชการระดับล่าง หรือระดับปฏิบัติการ ที่ไม่ซับซ้อน งบประมาณไม่สูง เพื่อไม่ให้เกิดคดีตกค้าง หรือปล่อยให้หมดอายุความ โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะแลกเปลี่ยนข้อมูลทางระบบดิจิทัล แก้ปัญหาความล่าช้า อุดช่องโหว่การถ่วงคดี โดยกำหนดจะต้องสอบสวนให้เสร็จตามกรอบเวลา แล้วรายงานผลกลับให้ ป.ป.ช. ทราบภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ยังมีการ กำหนดเงื่อนไขด้วยว่า หาก ปปท. สอบสวนคดี แล้วพบพยานหลักฐานเพิ่มเติม ว่ามีนักการเมือง ผู้บริหารระดับสูง หรือข้าราชการระดับใหญ่ ร่วมกระทำผิด หรือเกี่ยวข้อง ป.ป.ช. มีอำนาจเรียกคืนคดีได้ตลอดเวลา หากพบว่าคดีที่ส่งไป มีความไม่โปร่งใส ผู้ร้องเรียนอาจไม่ได้รับความยุติธรรม หรือคดีเริ่มมีความซับซ้อน และร้ายแรงขึ้น ป.ป.ช. สามารถมีมติเรียกสำนวนคดีนั้นกลับมาดำเนินการไต่สวนเองได้ทันทีภายใน 15 วัน