สนามข่าว 7 สี - ตามกันต่อมหากาพย์ ทวงที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ป้าดา ทายานายเฮียง เผยหากตรวจสอบโฉนดที่ดินเป็นของวัดจริง ครอบครัวก็พร้อมยอมรับกติกา ด้าน อาจารย์ธงทอง เข้าหารือผู้ว่าฯ เร่งรัดออกหนังสือกรรมสิทธิ์ที่ดินให้เป็นของวัด เพื่อจบปัญหาที่ฟ้องร้องกันมายาวนาน
ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ นายกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และประธานกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พร้อมคณะเข้าพบนายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ถวายความปลอดภัยให้แก่คณะสงฆ์ และเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือสิทธิในโฉนดที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม
ผู้ว่าฯ ยืนยันไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังทางวัดนำหลักฐานยื่นกับทางสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ส่วนทายาทของนายเฮียง จะมาขัดค้านหรือไม่ ย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย
ส่วนบรรยากาศภายในวัดป่าอดุลยาราม มีลูกศิษย์ลูกหาเดินทางเข้ามาทำบุญถวายสังฆทาน และให้กำลังใจพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัด อย่างต่อเนื่อง
เจ้าอาวาส มีสีหน้าแจ่มใส บอกว่า รู้สึกสบายใจ หลัง อาจารย์ธงทอง สำนักพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่มาพูดคุย และยังได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะจังหวัด พระเถระชั้นผู้ใหญ่ ให้ความช่วยเหลือ เรื่องข้อพิพาทเรื่องที่ดิน ย้ำว่าทางวัดไม่เคยตอบโต้ มีปัญหากับญาติโยม แต่เป็นฝ่ายที่ถูกกระทำมาโดยตลอด
ส่วนเรื่องความปลอดภัย เมื่อวานนี้มีลูกศิษย์นำกล้องวงจรปิด 8 ตัวมาติดภายในวัดเพิ่มเติม และขอทำประตูรั้วฝั่งทิศใต้ และประตูเข้าเมรุซึ่งยังไม่มีประตู เพื่อป้องกันเหตุที่ไม่คาดคิด
ขณะเดียวกัน ลูกศิษย์เจ้าอาวาสแจ้งว่า มีญาติโยมจะนำเงินมาถวายวัดช่วยค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินวัด หลังมีกระแสข่าวว่า ต้องใช้เงินมากถึง 1.5 ล้านบาท แต่เจ้าอาวาสปฏิเสธ เนื่องจากกระบวนการยังอยู่ในชั้นศาลฯ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดินแจ้งว่าค่าโอนจริงอาจจะอยู่ที่ 7-8 พันบาทเท่านั้น หลวงพ่อยังได้ย้ำว่า หากใครจะทำบุญให้สแกนผ่านคิวอาร์โคด หรือเลขบัญชีชื่อวัดเท่านั้น
ด้าน นางชมมณี น้อยจันทร์ หรือ "ป้าดา" ยืนยันครอบครัวไม่ได้มีเจตนาจะไปมีปัญหา หรือ "ตีพระทุกวัด" ตามที่ถูกกล่าวหา แต่ต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ทวงคืนความเป็นธรรมและล้างมลทินให้กับครอบครัว
เมื่อต่างฝ่ายต่างมีหลักฐาน ต้องนำหลักฐานทั้งหมดมาตรวจสอบว่า ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของวัดอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ เพราะทายาทเชื่อว่า กรรมสิทธิ์ที่ดินไม่ใช่ของวัด
โดยเฉพาะโฉนดเลขที่ 61945 ยังปรากฏชื่อ "ตาเฮียง" เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากตรวจสอบทุกอย่างได้อย่างถูกต้อง ทายาทพร้อมยอมรับไม่ติดใจ
ป้าดา อ้างว่าเคยถูกตำรวจ สน.พระโขนง ดำเนินคดีพยายามฆ่า 8 คดี ทั้งที่มองว่าหลักฐานไม่เพียงพอ ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการดำเนินคดี ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงกรณีทรัพย์สินของตนเองอ้างว่าถูกนำออกจากพื้นที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลความเดือดร้อนของประชาชน เรียกร้องให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจในสังกัด
ย้ำว่าสิ่งที่ต้องการคือการพิสูจน์ว่า "ใครผิด ใครถูก" ยืนยันสถานะตนเองเป็นผู้จัดการมรดก ไม่กังวลกับการเดินหน้าต่อสู้เพราะ "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว"
หลังจากนี้จะยื่นหนังสือต่อสำนักงานพระพุทธฯ ทวงถาม-ขอตรวจสอบการจัดตั้งวัด และจะเข้าพบตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น เรื่องที่ถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกวัด
ด้าน นายหนูกันต์ หรือ ตาโอ๊ก ลูกของตาจันทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของนายเฮียง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการสร้างวัด เกิดขึ้นหลังพระเดินธุดงค์มาปักกลดในพื้นที่ของตาเฮียง ขณะนั้น ตาเฮียง มีที่ดินทั้งหมดประมาณ 45 ไร่ พื้นที่เป็นป่า ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างกระท่อมให้พระอยู่ ก่อนจะค่อย ๆ มีพระเข้ามาจำพรรษาเพิ่มขึ้น จึงร่วมกันลงเงินสร้างกุฏิและพัฒนาพื้นที่จนกลายเป็นวัดในปัจจุบัน
ตาโอ๊ก ยืนยันว่า ตาเฮียงเป็นคนมอบที่ดินให้สร้างวัดประมาณ 21 ไร่ ส่วนที่ดินที่เหลือ ตาเฮียงนำไปขายเพื่อทำโครงการบ้านจัดสรร ไม่ได้แบ่งไว้เป็นมรดกให้ทายาท ตาเฮียงเป็นคนใจกว้างมาก ยังช่วยออกเงินสร้างกุฏิด้วย โดยตาจันทร์พ่อของตน ออกเงิน 5,000 บาท
ขณะที่ ตาเฮียงช่วยออกถึง 10,000 บาท ยืนยันว่าเรื่องการมอบที่ดินให้สร้างวัด ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้กันมาตั้งแต่แรก และพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นป่า ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นวัดมาจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กว่า การแถลงข่าวของป้าดา รวมไปถึงทายาทคนอื่น ๆ หากมีการพาดพิงเจ้าอาวาสหรือพระสงฆ์รูปอื่นภายในวัด ตนเองในฐานะประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรมจะเข้าแจ้งความเอาผิดทันที