ศาลยุติธรรม แจง กมธ. ปมเงินสด 3.6 หมื่นล้าน เป็นเงินกลาง-ภาระผูกพันตามกฎหมาย รอส่งคลังและคืนคู่ความ ไม่ใช่รายรับที่นำไปใช้จ่ายได้เอง ส่วนงบฯ ปี 68 เพิ่มขึ้นตามปริมาณคดี
วันนี้ (18 ส.ค.69) เพจสื่อศาล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เกี่ยวกับประเด็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 36,700 ล้านบาท ว่า สำนักงานศาลยุติธรรมสรุปสาระสำคัญที่ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เกี่ยวกับประเด็นเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 36,700 ล้านบาท
โดยเงินจำนวน 36,700 ล้านบาท ที่ปรากฏในงบการเงินไม่ใช่เงินรายรับที่สำนักงานศาลยุติธรรมจะนำไปใช้ในการบริหารราชการได้ แต่เป็นเงินที่มีที่มาซึ่งมีภาระผูกพันตามกฎหมายที่ต้องรอนำส่งคลัง หรือคืนให้แก่คู่ความ หรือจ่ายตามภารกิจเฉพาะ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ดังนี้
ส่วนที่ 1 : เงินฝากสถาบันการเงินและเงินฝากระยะสั้น จำนวน 27,000 ล้านบาท เป็นเงินที่มีภาระผูกพันและรอนำส่งหรือรอจ่าย ได้แก่
- เงินค่าธรรมเนียมศาลและค่าปรับ 907 ล้านบาท รอนำส่งคลังช่วงสิ้นปีงบประมาณของศาล 280 กว่าแห่งทั่วประเทศ
- เงินรับฝากค่าปรับผู้ประกัน 51 ล้านบาทเศษ รอนำส่งคลัง
- เงินรับฝากเงินกลาง 14,500 ล้านบาทเศษ (ส่วนที่มีมูลค่าสูงสุด) เป็นเงินที่คู่ความหรือบุคคลภายนอกนำมาวางไว้ต่อศาลตามกฎหมายวิธีพิจารณาความ เช่น เงินประกันตัว เงินวางทรัพย์ชำระหนี้ ซึ่งศาลมีภาระต้องคืนให้โจทก์หรือจำเลยเมื่อคดีเสร็จสิ้น
- เงินฝากสำหรับส่งคำคู่ความ 437 ล้านบาท เงินที่คู่ความวางไว้เพื่อส่งเอกสารทั่วประเทศ เป็นเงินรับฝากรอจ่าย
- เงินรับฝากค่าป่วยการอนุญาโตตุลาการ 43 ล้านบาทเศษ รอจ่ายให้ฝ่ายที่ชนะคดีหรืออนุญาโตตุลาการ
- เงินค่าใช้จ่ายอนุญาโตตุลาการ 11 ล้านบาทเศษ รอจ่าย
ส่วนที่ 2 : เงินที่นำไปฝากคลังไว้ เป็นเงินคงคลังที่ฝากไว้เพื่อใช้จ่ายตามภารกิจเฉพาะ ได้แก่
- เงินประกันสัญญา 195 ล้านบาท (ตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง มีภาระผูกพันต้องจ่ายคืนหลักประกันเมื่อผู้รับจ้างปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วน)
- เงินค่าธรรมเนียมศาล 9,000 กว่าล้านบาท
- เงินค่าใช้จ่ายในการบังคับคดี 253 ล้านบาท
- เงินฝากเพื่อบูรณทรัพย์สิน 93,000 บาทเศษ
- เงินฝากค่าธรรมเนียมสอบการแข่งขัน 489,000 บาท
ส่วนประเด็นตัวเลขในงบการเงินปี 2568 สูงกว่าปี 2567 นั้นเกิดจากปริมาณคดีที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีเงินฝากหรือเงินกลางที่คู่ความนำมาวางทรัพย์และวางหลักประกันต่อศาลเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ภายหลังผู้แทนของสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงแล้ว กรรมธิการ ที่สอบถามมีความเข้าใจและไม่ติดใจประเด็นดังกล่าวอีก ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมน้อมรับข้อสังเกตจากคณะกรรมาธิการฯ และจะนำไปปรับปรุงวิธีการอธิบายหรือการให้ข้อมูลในรายงานงบการเงินให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่าศาลยุติธรรมมีเงินรายรับจำนวนมากที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้เอง