เพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ผู้เสียชีวิตคนที่ 40 “ทัศไนย มั่นประพันธ์” ติดเชื้อในกระแสเลือด ครอบครัวบอกลา ถ้าไม่ไหวก็พัก ไม่ต้องห่วงนะ ลูก ๆ จะอยู่กับพ่อ พวกเขาจะตั้งใจเรียน ตัดพ้อทางร้านหลังเกิดเหตุช่วยเงินเพียง 1 หมื่น ทุกครอบครัวของเหยื่อต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
เพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เสียชีวิตแล้ว 41 คน วันนี้ (18 ส.ค.69) นายพิษณุ นิ่มเมี้ยน แฟนของ น.ส.ทัศไนย มั่นประพันธ์ อายุ 31 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 40 ซึ่งเสียชีวิตเมื่อเวลา 22.03 น. วานนี้ (17 ส.ค.69) หลังเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลตากสิน เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า น.ส.ทัศไนย เป็นหนึ่งในลูกค้าที่เข้าไปใช้บริการร้านในวันเกิดเหตุ ก่อนหน้านี้อาการของ น.ส.ทัศไนย ดีขึ้นตามลำดับ สามารถพูดคุยได้ ถอดเครื่องช่วยหายใจ และถอดสายอาหารออกแล้ว โดยคุณพ่อจะไปเยี่ยมในช่วงกลางวัน ส่วนตนจะไปเยี่ยมในช่วงเย็น พ่อเป็นคนป้อนข้าว ป้อนน้ำ และพูดคุยกันตามปกติ
นายพิษณุ กล่าวว่า ตนบอกกัลแฟนทุกครั้งว่า “สู้ ๆ” เชื่อว่าหลังจากนี้จะรักษาจนหายได้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างการรักษา ยังต้องเข้ารับการผ่าตัดบ่อยครั้ง เพื่อขูดเนื้อตายจากเหตุไฟไหม้ออก กระทั่งสัปดาห์ที่ผ่านมา น.ส.ทัศไนย เข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง หลังออกจากห้องผ่าตัด พบว่ามีเลือดออกบริเวณริมฝีปาก แต่เข้าใจว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการสอดท่อ เพราะแฟนบอกว่าเจ็บคอ จากนั้น เขาก็เจ็บคอจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้ ต่อมาสังเกตเห็นว่า มีอาการหน้าบวม คอบวม แต่ยังสามารถพูดคุยกันได้
“ช่วงเช้าวันอาทิตย์ ผมกับลูกสาวเข้าไปเยี่ยมก่อนเข้าห้องผ่าตัด ขณะนั้นทุกอย่างยังเป็นปกติ กระทั่งช่วงเย็นได้กลับไปเยี่ยมอีกครั้ง แต่พบว่าแฟนอยู่ในสภาพใส่เครื่องช่วยหายใจ ตาค้าง พยายามหันหน้ามาสื่อสาร อยากให้ถอดเครื่องช่วยหายใจ โรงพยาบาลแจ้งว่ามีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และขอให้ครอบครัวเดินทางไปดูใจ เนื่องจากความดันโลหิตต่ำลง ขณะที่แผลติดเชื้อในกระแสเลือดมีอาการแย่ลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ไตหยุดทำงาน
เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ส.ค.69 เวลาประมาณ 17.00 น. อาการทรุดลง และจำเป็นต้องทำการฟอกไตโดยด่วน หลังจากฟอกไตแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ความดันโลหิตลดต่ำลง และมีอาการหายใจผิดปกติ สัญญาณชีพเริ่มลดลง และเสียชีวิตในเวลา 22.06 น.
“ก่อนเสียชีวิตครอบครัวได้เข้าไปกล่าวลาเป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนพูดไปในทางเดียวกันว่า “ถ้าไหวก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวก็พัก ไม่ต้องห่วง” ขณะที่ลูก ๆ ได้กล่าวลาแม่ว่า “แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูจะอยู่กับพ่อ หนูจะตั้งใจเรียน“
นายพิษณุ กล่าวต่อว่า ตั้งแต่เกิดเหตุ ทางฝั่งของร้านได้ส่งทนายความมาให้เงินช่วยเหลือจำนวน 10,000 บาท และไม่ได้ช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก ที่ผ่านมา นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาล 30 บาทแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินอื่น ๆ ที่ครอบครัวต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งหมด ซึ่งผู้บาดเจ็บคนอื่น ๆ ก็ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เช่นกัน
นายพิษณุ คาดว่า ยังมีผู้ป่วยอาการวิกฤตอีกประมาณ 8-9 คน ไม่เพียงแต่ผู้ป่วยเคสแดงเท่านั้นที่มีความเสี่ยง เพราะผู้ป่วยเคสเหลืองบางคนที่ได้รับควันเข้าไปมากก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนภายหลัง โดยทราบว่ามีเคสเหลืองเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วเช่นกัน
ต่อมาเวลา 14.30 น. เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง น.ส.ทัศไนย ออกจากสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าของครอบครัว โดยจะนำร่างไปประกอบพิธีสวดพระอภิธรรมที่วัดกุนนทีรุทธาราม (วัดห้วยขวาง) เป็นเวลา 3 วัน
ส่วนกรณีของนายเข้ม มีชัย อายุ 43 ปี ผู้เสียชีวิตรายที่ 41 ขณะนี้ได้นำร่างมาไว้ที่นิติเวชโรงพยาบาลตำรวจ อยู่ระหว่างการชันสูตรศพ โดยญาติจะติดต่อเข้ามาขอรับร่างไปประกอบพิธีทางศาสนาในวันพรุ่งนี้ (19 ส.ค.69)