ศาลธัญบุรี สั่งจำคุก 3 จำเลยแก๊งบัญชีม้า คนละ 4 ปี กระทำผิดฟอกเงิน หลอกเเม่อัยการ ส่วนเจ้าของโรงปุ๋ยกับพวก รอดทุกข้อหา ทนายเล็งสู้อุทธรณ์ต่อ
วันนี้ (18 ส.ค.69) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดธัญบุรีอ่านคำพิพากษาคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนางบุญครอง นิปวณิชย์ มารดาของ น.ส.สุภาภรณ์ นิปวณิชย์ หรือ “อัยการดาว” อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษสำนักงานคดีอาญา โดยขบวนการดังกล่าวใช้วิธีสวมรอยเป็นนักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ สร้างความสนิทสนมหลอกให้รัก ก่อนหลอกให้โอนเงินหลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
สำหรับคดีนี้ เป็นคดีนอกราชอาณาจักรที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีเอง โดยพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี ยื่นฟ้อง น.ส.อัญชลี, น.ส.เวียงสวรรค์ สัญชาติลาว, บริษัทปุ๋ย, นายสุพงษ์, นายธนกร และ นายธนพน เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐาน ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยทุจริตและโดยหลอกลวง,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน,สมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน
มูลคดีนี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่มคนร้ายได้สร้างโปรไฟล์ปลอมอ้างตัวเป็นนักธุรกิจชาวเวียดนาม ติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ WhatsApp เข้าหา นางบุญครอง โดยกลุ่มคนร้ายใช้กลอุบายสร้างความสนิทสนมเชิงชู้สาว ก่อนจะหลอกว่าสั่งส่งพัสดุมาให้จากต่างประเทศ แต่พัสดุติดค้างอยู่ที่สนามบินเนื่องจากน้ำหนักเกิน จากนั้นหลอกลวงให้โอนเงินค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการต่างๆ หลายสิบครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 700,000 บาท
จากการสืบสวนเชิงลึก พบว่าเงินที่ถูกหลอกได้โอนกระจายเข้าสู่กลุ่มจำเลยผ่านเส้นทางการเงินและการแปรสภาพสินทรัพย์ โดยจำเลยแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน ในชั้นพิจารณา โจทก์ร่วมโดย นางบุญครอง พร้อมด้วย น.ส.สุภาภรณ์ และ นายภัทรพงศ์ ไชยปุรณะ บุตรชาย ในฐานะทนายความ ได้เข้ามาร่วมดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานคู่ความเห็นว่า พยานหลักฐานและเส้นทางการเงินของโจทก์มัดแน่นว่า โดยจำเลยที่ 1, 2 เเละ 5 มีการเปิดบัญชีธนาคารจำนวนมากเพื่อรับโอนเงินอันผิดปกติวิสัย เเละมีบัญชีที่ใช้ในการกระทำผิดนี้ จำเลยกลุ่มนี้เป็นปลายทางรับโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงโจทก์ร่วม โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ชัดเจนในการนำเงินดังกล่าวไปซื้อขายเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี (USDT) บนแพลตฟอร์ม Binance เพื่อแปรสภาพและซุกซ่อนแหล่งที่มาแท้จริงของเงิน ศาลจึงสั่งลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1,2 เเละ 5 คนละ 4 ปี
ในส่วนข้อหาฉ้อโกงประชาชน, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, อั้งยี่ ซ่องโจร และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุว่า พยานหลักฐานโจทก์สืบไปได้ถึงเพียง "เส้นทางการเงินและการแปรสภาพเงิน" แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่า จำเลยที่ 1, 2 หรือ 5 เป็นผู้สร้างโปรไฟล์ปลอม หรือเป็นผู้พิมพ์ข้อความนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมโดยตรง โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงการรวมตัว วางโครงสร้างองค์กร หรือมีสายการบังคับบัญชาเป็นขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างชัดเจน เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์ในข้อหาเหล่านี้ยังมีความสงสัยตามสมควร ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
สำหรับจำเลยที่ 3, จำเลยที่ 4 และ จำเลยที่ 6 ศาลเห็นว่าแม้จะมีเส้นทางการเงินโอนผ่านเข้าบัญชี แต่พยานนำสืบของโจทก์ สืบไม่ได้ว่า จำเลยกลุ่มนี้มีส่วนรู้เห็น หรือมีเจตนาร่วมทุจริตกับกลุ่มคนร้ายคอลเซ็นเตอร์มาตั้งแต่ต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าตั้งใจมีเจตนาฟอกเงิน ในส่วนของจำเลยที่ 3 และ 4 ซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานปุ๋ยที่มีเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้าน พยานหลักฐานยังไม่พอฟังว่าการรับโอนเงินดังกล่าวเป็นการตั้งใจร่วมมือฟอกเงินกับกลุ่มคนร้าย เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์เจตนาทุจริตได้อย่างสิ้นสงสัย ศาลจึงพิพากษายกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 227 วรรคสอง และสั่งยกฟ้องจำเลยกลุ่มนี้ทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในส่วนจำเลย ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี ยกฟ้องทุกข้อหาเป็นจำเลยที่ 3 ที่ 4 บริษัทปุ๋ย ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งผู้เสียหาย ได้รับชดใช้ค่าเสียหายแล้วบางส่วนรวม 400,000 บาท กับ จำเลยที่ 6 ที่รับเงินโอนจากผู้เสียหาย และมีการเบิกถอน ATM ในห้วงเกิดเหตุที่ประเทศกัมพูชา
ยภายหลังมีคำพิพากษา นายภัทรพงศ์ ทนายความและหลานชายนางบุญครอง กล่าวว่า ตนเคารพคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่คงไม่ได้ยุติที่ศาลชั้นต้นแน่นอน ในส่วนของโจทก์ร่วมสามารถอุทธรณ์ได้เพียงความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ แต่ในความผิดฐานองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ อั้งยี่ซ่องโจร ฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร เป็นอำนาจของอัยการสูงสุด ตนก็อยากให้คดีนี้ได้ขึ้นถึงชั้นศาลฎีกา เพราะจากการศึกษาแนวคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีนี้ ในหลายข้อหาก็ยังแตกต่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมา เชื่อว่าทางจำเลยที่ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกก็คงอุทธรณ์เช่นกัน คดียังไม่ถึงที่สุด ตนยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม แล้วก็มีความหวังว่าอัยการสูงสุด จะได้นำคดีนี้เสนอต่อศาลอุทธรณ์ต่อไป
ในส่วนของตนได้รับมอบหมายให้อุทธรณ์คดีในความผิดฐานฉ้อโกงฯ เพราะกลายเป็นว่า ทาง น.ส.อัญชลีและนายธนพล ที่รับเงินโดยตรงจากคุณยายตน ไม่มีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงเลยฯ ทำให้คุณยายตนไม่ได้รับเงินคืนจากจำเลยได้ตามกฎหมาย ตนมองว่าถ้าเป็นเคสอื่นนอกจากผู้เสียหายจะสูญเสียเงินแล้ว ยังต้องค่าใช้จ่ายในชั้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และ ฎีกาอีก คดีประเภทนี้จึงเป็นคดีที่น่าสงสารมาก สุดท้ายนี้ก็ขอให้กำลังใจ ผู้เสียหายท่านอื่นๆ เพราะเข้าใจดีว่า ความสูญเสียทางทรัพย์สินนั้น เลวร้ายและน่าสงสารเพียงใด