หนุ่มโคราชพาแฟนสาว ขี่รถ จยย. เจอเชือกว่าวเกี่ยวคอ รถล้ม จากนั้นมีวัยรุ่น 2 คน ออกมารับสารภาพเป็นเชือกว่าวของตนเอง พร้อมรับผิดชอบ
วันนี้ (19 ส.ค.69) นายกิตติพงษ์ อายุ 30 ปี ชาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งประสบเหตุเชือกว่าวบาดคอ ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเวลาประมาณ 04.40 น. วันนี้ ขณะขี่รถจักรยานยนต์พาแฟนสาวกลับบ้าน แต่ถูกเชือกที่ขึงพาดขวางถนนในมุมมืด เกี่ยวเข้าบริเวณลำคอและมือของแฟนสาว จนรถเสียหลักล้มได้รับบาดเจ็บ จึงต้องการแจ้งเตือนภัยผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่รถยามวิกาล พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าเร่งตรวจสอบ หวั่นเกิดเหตุซ้ำกับรายอื่น
ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปพบกับนายกิตติพงษ์ ก่อนจะพาไปยังจุดเกิดเหตุ โดยกิตติพงษ์ เล่าว่า “เหตุเกิดช่วงกลางดึก เวลาประมาณ 04.40 น. วันนี้ บริเวณจุดตัดหรือสี่แยกตัดผ่านทางรถไฟ บ้านสะพานดำ ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา โดยก่อนเกิดเหตุได้ขี่รถจักรยานยนต์มาพร้อมกับแฟนสาว ขี่มาตามถนนสาธารณะหมู่บ้านสะพานดำ มุ่งหน้าไปบริเวณสถานีรถไฟ อ.สีคิ้ว กระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุบริเวณทางข้ามทางรถไฟ ซึ่งเป็นจุดที่ค่อนข้างมืดและไม่มีแสงสว่างเพียงพอ จู่ ๆ พบสิ่งกีดขวางลักษณะเป็นเชือกพาดขวางถนนอยู่ด้านหน้า นายกิตติพงษ์ พยายามยกมือขึ้นปัดเชือกแต่ไม่ทัน ทำให้เชือกเกี่ยวเข้ากับมือของแฟนสาว ก่อนจะมาพันเกี่ยวบริเวณลำคอของนายกิตติพงษ์ ส่งผลให้เชือกบาดมมือและคอได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 คน แล้วรถจักรยานยนต์ก็เสียหลักล้มลง”
ซึ่งหลังเกิดเหตุ มีชายไทยอายุประมาณ 20 ต้นๆ จำนวน 2 คน เดินเข้ามาพร้อมไฟฉาย แล้วรีบกล่าวขอโทษ และยอมรับว่าเชือกดังกล่าวเป็นเชือกสำหรับเล่นว่าวที่ตกลงมาของพวกตน กำลังเดินตามหาเชือกอยู่ ซึ่งเจ้าของเชือกว่าว 2 คน ยินดีรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล
เบื้องต้น นายกิตติพงษ์ ไม่ได้ประสงค์ดำเนินคดี แต่ได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวน สภ.สีคิ้ว แล้ว โดยหากทั้ง 2 คนเล่นว่าวแล้วไม่ดูแลให้ดีเหมือนที่รับปากไว้ จนทำให้เกิดเหตุขึ้นอีก ก็จะมาแจ้งความอีกรอบเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายกิตติพงษ์ ยังได้ฝากเตือนกรณีที่มีการนำเชือกหรือสิ่งใดมาพาดขวางถนน โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือบริเวณที่ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่าง ผู้ใช้รถใช้ถนนอาจมองไม่เห็น แล้วขับผ่านหรือพุ่งชนโดยไม่ทันระวัง อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นที่เรื่องอันตรายอย่างยิ่ง จึงอยากฝากไปถึงผู้ที่ก่อเหตุให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย และเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งตรวจสอบบริเวณดังกล่าว เพื่อหาแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีก โดยเฉพาะบริเวณที่มีประชาชนใช้สัญจรเป็นประจำ ทั้งจุดตัดข้ามทางรถไฟและถนน ควรทำให้โปร่งโล่ง ไม่เป็นจุดอับสายตา และต้องมีไฟส่องสว่างอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน