นักวิชาการสิ่งแวดล้อม มอง3 สาเหตุ อ.ปัว จ.น่าน ฝนตกน้ำท่วมหนักเป็นประจำ ภูมิประเทศเป็นหุบเขา มีภูเขาสูงชันขนาบ พื้นที่บนเขาปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อฝนตกหนักสะสม เกินกว่าดินบนเขาจะดูดซับไหว น้ำไหลบ่าอย่างเร็วลงสู่ที่ราบต่ำ ขณะที่การระบายน้ำมีข้อจำกัด
น้ำท่วมน่าน วันนี้ (20 ส.ค.69) ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ใช้พื้นที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ให้ข้อมูลถึงเหตุผลที่ทำไม อ.ปัว จ.น่าน ฝนตกน้ำท่วมหนักเป็นประจำ ไว้ดังนี้
1.อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีพื้นที่ 410,852 ไร่ โดยมีภูมิประเทศเป็นหุบเขาและภูเขาสูงชันขนาบข้าง ตรงกลางเป็นแอ่งที่ราบแคบ พื้นที่บนภูเขามีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าว โพดเลี้ยงสัตว์ เป็นวงกว้าง ซึ่งทำให้ลดความสามารถในการอุ้มน้ำของดินซึ่งปัจจัยนี้เมื่อร่วมกับฝนตกหนักสะสมทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลันรุนแรงเกือบทุกปี
ปัจจุบันพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีการปลูกพืชไร่ที่เป็นพืชเชิงเดี่ยว (โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวไร่) บนพื้นที่ภูเขาและพื้นที่ลาดชันรวมกันประมาณหลายหมื่นไร่ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะข้อมูลจากงานวิจัยเชิงลึกในอดีต (เช่น ลุ่มน้ำสาขายาว-อวน-มวบ ในเขตตำบลอวน อำเภอปัว) พบว่ามีพื้นที่ป่าถูกเปลี่ยนเป็นไร่ข้าวโพดไปแล้วกว่า 35,440 ไร่ ขณะที่ในภาพรวมทั้งจังหวัดน่านมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงถึงเกือบ 800,000 ไร่
2.สาเหตุของน้ำท่วมเกือบทุกปี
2.1.ฝนตกหนักสะสม เมื่อเกิดร่องมรสุมพาดผ่าน ปริมาณฝนที่ตกบนเขาสูงเกินกว่าดินจะดูดซับไหว
2.2.การไหลบ่ารวดเร็ว ภูมิประเทศที่ชันและขาดพื้นที่ป่าซับน้ำ ทำให้น้ำฝนรวมตัวกันหลากลงสู่ลำน้ำสาขาและที่ราบต่ำอย่างรวดเร็ว
2.3.ข้อจำกัดการระบายน้ำ มวลน้ำมักล้นตลิ่งลำน้ำปัวและไหลต่อเนื่องไปยังอำเภอท่าวังผาและอำเภอเมืองน่าน
3. ในอดีตมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดสะสมในจังหวัดน่าน สูงถึงเกือบ 8 แสนไร่ แม้ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันใช้ศาสตร์พระราชาฟื้นฟูป่าและส่งเสริมเกษตรประณีต แต่พื้นที่ป่าดิบเขาที่เคยถูกแปรสภาพเป็นไร่ข้าวโพดบนภูเขาสูงชัน ก็ยังคงทิ้งร่องรอยความเสื่อมโทรมของหน้าดินเอาไว้เป็นวงกว้าง