ผลชันสูตรเบื้องต้น “เร แม๊คโดแนลด์” พบเส้นเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น “ลีโอ พุฒ” เปิดใจ สังเกตเห็นเพื่อนเหนื่อยง่าย เคยเตือนให้ไปตรวจสุขภาพ ยัน เลิกดื่มเหล้าเกือบ 30 ปีแล้ว ย้ำความสัมพันธ์กลุ่มเพื่อนสนิท พร้อมสนับสนุนและอยู่เคียงข้าง
วันนี้ (20 ส.ค.69) ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ "ลีโอ พุฒ" อดีตนักร้องชื่อดังและเพื่อนสนิท ได้เดินทางเข้าติดต่อรับร่างของ เร แมคโดนัลด์ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา โดยผลการชันสูตรเบื้องต้นเส้นเลือดหัวใจตีบถึง 3 เส้น จนทำให้หัวใจขาดเลือด
“ลีโอ พุฒ” เปิดใจถึงอาการป่วยของ “เร แม๊คโดแนลด์“ โดยยอมรับว่า ก่อนหน้านี้สังเกตเห็นว่าเพื่อนมีอาการเหนื่อยง่าย โดยเฉพาะเวลาทำกิจกรรมร่วมกัน แต่คิดว่าอาจเกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ และเคยเตือนให้ไปตรวจสุขภาพ จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง มองว่าสาเหตุสำคัญเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร โดยไขมันและแคลเซียมสามารถสะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก ขณะที่อาการเตือนที่ควรระวังคือความรู้สึกแน่นบริเวณลิ้นปี่หรือเหนือขึ้นมาเล็กน้อย ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเพียงกรดไหลย้อน ทำให้แยกอาการได้ยาก
อยากฝากเตือนว่า หากมีอาการลักษณะดังกล่าว ควรสงสัยไว้ก่อนว่าอาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ และเข้ารับการตรวจจากแพทย์ โดยอาจมีทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงการติดอุปกรณ์เพื่อบันทึกการทำงานของหัวใจตามดุลยพินิจของแพทย์
ลีโอ พุฒ เผยอีกว่า “เร” ไม่ใช่คนที่ชอบบ่นเรื่องสุขภาพ แต่จากที่เห็นระหว่างทำกิจกรรมร่วมกัน จะสังเกตได้ว่าเหนื่อยกว่าปกติ ซึ่งช่วงแรกไม่ได้เอะใจ เพราะคิดว่าเป็นคนทำงานหนัก มีเรื่องให้คิดอยู่ตลอด และอาจพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่วนประเด็นเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ ยืนยันว่า “เร” ไม่ได้ดื่มมานานเกือบ 30 ปี และมองว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด หากดื่มก็พร้อมจะบอกตามความจริง
สำหรับกำลังใจหลังเกิดเหตุ ลีโอ พุฒ เผยว่า ความสัมพันธ์ของกลุ่มเพื่อนสนิทตอนนี้เปรียบเสมือนครอบครัวไปแล้ว ทุกคนพร้อมสนับสนุนและอยู่เคียงข้างกัน ยอมรับว่าเคยพูดเล่นกันถึงวันที่ใครคนหนึ่งจากไปว่าจะต้องเดินหน้าต่อ แต่เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว และหากอนาคตจะต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร ก็คงต้องให้เกียรติและคำนึงถึงความรู้สึกของครอบครัวเป็นสำคัญ
ลีโอ พุฒ ยังเล่าถึงคำอธิบายจากแพทย์ว่า ภาวะหัวใจขาดเลือดรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติและเสียชีวิตได้ โดยในบางกรณีผู้ป่วยอาจไม่ได้มีความทรมานหรือเจ็บปวดอย่างที่หลายคนเข้าใจ จึงยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทุกคนไม่ควรมองข้ามสัญญาณเตือนของโรคหัวใจ และควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ