ผุดไอเดีย ประกันภัยพิบัติประชาชน

View icon 7
วันที่ 21 ส.ค. 2569 | 07.01 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม จังหวัดน่าน แม้ว่าตอนนี้พื้นที่ต้นน้ำอย่าง อำเภอปัว เริ่มคลี่คลายแล้ว และอยู่ในช่วงฟื้นฟู แต่พื้นที่ปลายน้ำอย่าง อำเภอเวียงสา ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต้องรับมวลน้ำก้อนใหญ่ที่กำลังไหลลงมา ทำให้เมื่อวานนี้ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ต้องประชุมเรื่องรับมือน้ำท่วม อำเภอเวียงสา และเรื่องของเงินเยียวยา
   
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยลุ่มน้ำน่าน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแนวทางบริหารจัดการน้ำ และเร่งเยียวยาผู้ประสบภัย เฝ้าระวังมวลน้ำไหลลงอำเภอเวียงสา

ภายหลังการประชุม นายทรงศักดิ์ เผยว่า แม้ปริมาณฝนในพื้นที่ตอนบนและ อำเภอเมืองน่าน จะเริ่มทรงตัว แต่มวลน้ำกำลังไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะ อำเภอเวียงสา ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากดินและแหล่งน้ำชุ่มน้ำเต็มที่แล้ว

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้มีการถอดบทเรียนเรื่องน้ำท่วมหลายครั้ง มีวิธีการที่จะแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่ ที่ทำให้ไม่ต้องเสียเงินเยียวยาทุกปี นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องการเยียวยากำลังคิดเรื่องการออกกฎหมาย ทำประกันให้กับประชาชนเรื่องภัยพิบัติไปเลย โดยอ้างอิงจากวงเงินเวลาเกิดเหตุ รัฐบาลต้องเยียวยาตัวเลขอยู่ประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อปี

เมื่อช่วง 22.00 น.ที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีการประชุมภาพรวมสถานการณ์อุทกภัย พร้อมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ซึ่งภาพรวมล่าสุด อำเภอปัว และ อำเภอท่าวังผา ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์เข้าสู่ระยะฟื้นฟู

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือ มวลน้ำที่กำลังไหลลงสู่ อำเภอเวียงสา และพื้นที่ลุ่มต่ำ 

คืนที่ผ่านมา เทศบาลเมืองน่าน ยกบิกแบ็กป้องกันน้ำท่วม เปิดช่องทางการจราจรสะพานนครน่านพัฒนา ภายหลังประเมินสถานการณ์ด้านความปลอดภัยของประชาชน และน้ำในแม่น้ำน่านเริ่มลดระดับลง ทำให้รถทุกชนิดสัญจรได้ตามปกติ

ส่วน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ระดมเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เข้าตรวจสอบและซ่อมแซมระบบอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายฝน เพื่อเร่งกู้คืนระบบไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดน่าน หลังจากมีผู้ได้รับผลกระทบกว่า 50,000 ราย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่สามารถจ่ายไฟคืนแล้ว 46,407 ราย ยังเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 4,023 ราย  

เรื่องน้ำท่วม ยังมีประเด็นเดือดบนโลกออนไลน์ตามมา เมื่อคนส่วนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ซ้ำเติมคนในพื้นที่ เช่น "ปล่อยให้น่านจมน้ำไปเถอะ" หรือ ตัดป่าทำเขาหัวโล้น จะช่วยทำไม เรื่องนี้ทำให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กคนหนึ่งโพสต์ชี้แจงว่า ภาพภูเขาหัวโล้นที่เห็นเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหา เพราะพื้นที่ป่าที่หายไปกว่า 1.2 ล้านไร่ เกิดจากการสะสมมาตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ นโยบายรัฐ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน และระบบตลาดพืชเชิงเดี่ยวเพื่อป้อนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ขณะที่ชาวบ้านบนดอยมีต้นทุนชีวิตติดลบ การเข้าถึงระบบการศึกษาและสาธารณสุขในอดีตเป็นไปด้วยความยากลำบาก จำเป็นต้องเลือกทำอาชีพที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็วที่สุดเพื่อประทังชีวิต พร้อมตั้งคำถามกลับคนเมืองว่า หากต้องการให้หยุดทำลายป่า สังคมพร้อมจะร่วมจ่าย "ราคาของการรักษาป่า" ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชน หรือยอมซื้อวัตถุดิบในราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่

ขณะที่ ผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกราย ระบุว่า ถึงบางคนที่กำลังซ้ำเติมน่าน ในวันที่น้ำท่วม อยากฝากไว้ด้วยความสุภาพว่า จังหวัดน่านไม่ได้มีแค่ภูเขาหัวโล้นอย่างที่บางคนพยายามหยิบมาพูดเพื่อซ้ำเติมกัน น่านคือผืนป่า คือแหล่งต้นน้ำ คือธรรมชาติอันงดงาม และเป็นบ้านของผู้คนที่กำลังเผชิญภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ในวันที่เพื่อนมนุษย์กำลังเดือดร้อน สิ่งที่ควรมีไม่ใช่คำเยาะเย้ยหรือคำซ้ำเติม แต่คือ ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ และน้ำใจที่มีต่อกัน ถ้าช่วยเหลือไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ขอเพียงอย่าซ้ำเติมคนที่กำลังลำบาก

เพจที ลมฟ้าอากาศ โพสต์ระบุว่า อย่าโทษเขาหัวโล้นเพียงอย่างเดียว อย่าโทษชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว มองน้ำ มองป่า ให้ครบทุกปัจจัย และให้ความเป็นธรรมกับเราชาวน่าน เพราะฝนระดับ 200-300 มม. ในพื้นที่ภูเขา สามารถทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากได้ แม้ในพื้นที่ที่มีป่า