จากกรณีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศ "ดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" ต่ออิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่า ประเทศใดก็ตามที่ สถาบันการเงิน, องค์กรธุรกิจ, สนามบิน หรือหน่วยงานของรัฐ ให้ความช่วยเหลือใด ๆ แก่อิหร่าน จะต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงตามมา
ล่าสุด โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ของอิหร่าน แถลงตอบโต้ว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ไม่มีผลอะไร เพราะช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านามา อิหร่านยังคงส่งน้ำมันได้ 70 ล้านบาร์เรล แต่หากประเทศใดร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการคว่ำบาตรทางเศราฐกิจต่ออิหร่าน อิหร่านจะถือว่าประเทศนั้นเป็นศัตรู ซึ่งจะต้องตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของอิหร่านไปด้วย ซึ่งอิหร่านพร้อมขยายโจมตีเส้นทางขนส่งน้ำมันทางบก นอกเหนือจากกการปิดช่องแคบฮอร์มุซด้วย
นอกจากนี้มีรายงานว่า ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่อิหร่านทุกฝ่าย ต้องสนับสนุนและปฏิบัติตามบันทึกความเข้าใจหรือ MOU หยุดยิงชั่วคราว ที่อิหร่านทำไว้กับสหรัฐฯ หลังสื่อมวลชนของกองทัพมักนำเสนอข้อเรียกร้องที่สูงเกินจริง