ผู้บาดเจ็บ ยันเรื่องจริง ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์

View icon 15
วันที่ 24 ส.ค. 2569 | 06.31 น.
เช้านี้ที่หมอชิต
แชร์
เช้านี้ที่หมอชิต - แม่ทัพภาคที่ 4 ออกมาสยบข่าว สั่งเจ้าหน้าที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ แต่ผู้บาดเจ็บยืนยัน ถูกเฮลิคอปเตอร์ไล่ยิงถึง 2 ครั้ง จนไม่มีทางหนี

ก่อนหน้านี้มีการอ้างข้อมูลว่า มีวัยรุ่น 5 คน ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ระหว่างขี่จักรยานยนต์กลับบ้าน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อคืนวันก่อน

สำหรับผู้บาดเจ็บจากเหตุความไม่สงบครั้งนี้ ได้แก่ นางสาวโนรฮายาตี อายุ 46 ปี มีแผลฉีกขาดที่หน้าอกและแขน, นางฟาซีลา อายุ 45 ปี มีแผลฉีกขาดบริเวณต้นขาข้างซ้าย และ นายซอและ อายุ 21 ปี วัยรุ่นที่ถูกระบุว่าถูกยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ มีบาดแผลที่หน้าท้องขวา ทะลุขา ทั้ง 3 คน รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และยังรู้สึกตัวดี

ทีมข่าวฯ มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมอาการบาดเจ็บของ นายซอและ และพูดคุยกับพี่ชายที่ไปเฝ้าดูอาการ พบว่าปลอดภัยแล้ว โดยเล่าคร่าว ๆ ว่า เหตุเกิดระหว่างที่กำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้าน แต่ยังเล่าไม่ทันหมดก็มีอาการเหนื่อยหอบ พี่ชายจึงช่วยพูดแทน ยืนยันว่า น้องชายและเพื่อนไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อเหตุ และพยายามขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีจากเหตุความไม่สงบที่หน้า อบต.ช้างเผือก อำเภอจะแนะ และถูกเฮลิคอปเตอร์บินไล่ยิงลงมา 1 ชุด แต่รอด น้องชายมาโดนรอบ 2 เพราะเฮลิคอปเตอร์บินมาดักหน้าอีก 1 ลำ แม้ตอนนั้นจะชูมือเหนือศีรษะเพื่อแสดงว่าไม่มีอาวุธ เลยตกเป็นเป้านิ่งถูกยิงใส่

 พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน. ภาค 4 ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพูดคุยกับผู้บาดเจ็บทั้ง 3 คน และครอบครัว ก่อนที่จะออกมาแถลงสยบข่าว สั่งเจ้าหน้าที่ยิงลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ยืนยัน ปฏิบัติการในคืนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธทั้งจากทางอากาศหรือภาคพื้นดิน

ยอมรับว่า มีปฏิบัติการบินลาดตระเวนทางอากาศจริง ทั้งเฮลิคอปเตอร์ และการบินโดรน แต่เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนเท่านั้น เชื่อว่าข่าวที่ออกมามีเจตนา "ดิสเครดิต" และจงใจให้เกิดความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าที่จะมุ่งเอาชีวิต

พันเอก อนิรุจน์ ดิษฐ์ประชา รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เป็นอีก 1 นาย ที่ยืนยันว่า การขึ้นบินลาดตระเวนของเฮลิคอปเตอร์ในคืนนั้น ไม่มีการติดตั้งอาวุธ และเป็นภารกิจการบินสนับสนุนกำลังภาคพื้นดินเท่านั้น

เช่นเดียวกับ พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ข้อมูลที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ทั้งในมิติทางยุทธการ และยุทธวิธี เนื่องจากการใช้อากาศยานของกองทัพบกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีไว้เพื่อการลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศเท่านั้น ไม่เคยมีการนำเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธมาใช้โจมตีเป้าหมายแต่อย่างใด

โดย​การนำเสนอข้อมูลในลักษณะดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างกระแสข่าวที่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่เหมาะสม และมีลักษณะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียวแล้ว ยังก่อให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ประสานงาน หรือสอบถามผ่านช่องทางทางการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลหลายอย่างในพื้นที่ที่ไม่สามารถตัดสินได้จากการบอกเล่าเพียงฝ่ายเดียว จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาด้วยเสมอ ซึ่งอาจนำมาซึ่งความตื่นตระหนกแก่ประชาชน และส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ รวมถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในช่วงภาวะวิกฤต

ทั้งนี้ ในระยะหลังพบว่ามีการพาดพิงการทำงานของหน่วยงานรัฐโดยอ้างอิงข้อมูลที่ไม่ผ่านการกลั่นกรองบ่อยครั้ง จึงขอให้สังคมและผู้บริโภคสื่อพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากพฤติการณ์เช่นนี้อาจเข้าข่ายการใช้กลยุทธ์สื่อสารเพื่อชี้นำสังคม และสร้างทัศนคติเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่ รวมถึงหน่วยงานรัฐได้

ประเด็นนี้ เพจ "thaiarmedforce.com" นำโพสต์และรูปภาพจากคุณ @mohammad Rusdy Sheikh Haroon มาวิเคราะห์ต่อไว้แบบนี้

รอยกระสุนที่พบเป็นรอยกระสุนโดด ๆ ไม่ได้เป็นกลุ่มกระสุน ปกติแล้วเฮลิคอปเตอร์มักจะติดปืนกลที่ใช้กระสุนที่มีขนาดใหญ่และอานุภาพร้ายแรง เช่น 7.62 หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่นั่งบนเฮลิคอปเตอร์ก็มักจะใช้ปืนที่มีอานุภาพร้ายแรง เช่น 5.56 ปืนที่ยิงจากเฮลิคอปเตอร์จึงมีอานุภาพสูง ระยะยิงหวังผลไปได้ไกลถึงเกือบ 1 กิโลเมตร และการยิงมักจะยิงทีละหลายนัดเพื่อสร้างกลุ่มกระสุน บาดแผลที่เกิดขึ้นจากกลุ่มกระสุนเหล่านี้มักจะร้ายแรงมาก ส่วนใหญ่จะส่งผลให้เสียชีวิตในทันที

โดยสรุปคือ เป็นไปได้ยากมากที่จะมีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ เมื่อดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะเป็นการยิงจากบนพื้นดินมากกว่า ส่วนใครยิง หรือลักษณะการยิงเป็นอย่างไร ตอนนี้ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะตอบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง