ห้องข่าวภาคเที่ยง - ชายพิการ อายุ 61 ปี ถูกสวมสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในประวัติพบว่า เขาจดทะเบียนสมรสแล้ว และมีลูก 4 คน ทั้ง ๆ ที่เป็นโสดมาทั้งชีวิต
เคสนี้ ร้องเรียนไปยัง สำนักงานกฎหมาย Thanakrit Law Firm ของ ดร.ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โดยมีแม่ อายุ 81 ปี และน้องสะใภ้ จาก จังหวัดนครปฐม มาขอความช่วยเหลือ หลังครอบครัวพาผู้เสียหาย ไปลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ทางธนาคารแจ้งว่า มีบุคคลอื่นลงทะเบียน และยืนยันตัวตนในชื่อของเขาไปแล้ว เมื่อตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กลับพบเรื่องสุดช็อก เพราะมีข้อมูลว่า ผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงคนหนึ่ง และมีบุตรด้วยกันถึง 4 คน ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยแต่งงานและไม่มีลูก
นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลของบุคคลที่แอบอ้าง ใช้ชื่อ-นามสกุล และเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้เสียหาย ไปใช้ทำธุรกรรมและสวมสิทธิ รวมถึงใช้ชื่อและข้อมูลแม่ของผู้เสียหายเข้ามาเกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบ พบประวัติการจดทะเบียนสมรสที่ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ตั้งแต่ปี 2533 แต่เมื่อขอตรวจสอบ กลับพบว่าเอกสารทะเบียนสมรสดังกล่าวสูญหาย นอกจากนี้ ยังพบการใช้ชื่อ และข้อมูลของผู้เสียหาย ไปใช้รักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราช
ด้าน น้องสะใภ้ ระบุว่า ครอบครัวพยายามแก้ปัญหามานานกว่า 5 ปี ทั้งติดต่ออำเภอ ศูนย์ดำรงธรรม กรมการปกครอง และสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ อีกทั้ง ผู้เสียหายยังเคยได้รับคำแนะนำให้ไปเซ็นใบหย่า แต่จะทำได้อย่างไร ในเมื่อไม่เคยมีคู่สมรส ไม่เคยจดทะเบียนกับใคร
ดร.ธนกฤต ทราบว่า แนวทางจากนี้จะเดินเรื่องไปทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง เพื่อแก้ไขปัญหาให้ครอบครัวนี้ พร้อมฝากเตือนประชาชน ควรหมั่นตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของตนเอง เนื่อจากเคสนี้ ไม่ใช่เคสแรกที่ถูกสวมสิทธิ และนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ทำธุรกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งครอบครัวของ ดร.ธนกฤตเอง ก็เคยเจอเช่นกัน
ส่วนเคสนี้ ทำเอาหญิงอายุ 45 ปี จังหวัดศรีสะเกษ ช็อก หลังตรวจสอบประวัติตัวเองผ่านแอปฯ ทางรัฐ พบชื่อเป็นผู้ต้องหาในคดีขายสุราเกินเวลา ระบุถูกจับเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2566 เวลา 17.05 น. ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่า ไม่เคยถูกจับ และไม่เคยรู้ว่ามีคดี
เมื่อตรวจสอบกับตำรวจ สภ.อุทุมพรพิสัย กลับพบว่า มีสำนวนคดีและบันทึกการจับกุมอยู่จริง และคดีดำเนินการจนเสร็จสิ้น มีการชำระค่าปรับแล้ว แต่เมื่อตรวจเอกสารกลับ ไม่พบลายเซ็นของเธอ
ขณะที่ หญิงผู้เสียหายโชว์หลักฐานว่าในวันและช่วงเวลาเกิดเหตุ เธออยู่ที่ห้างฯ แห่งหนึ่ง ใน อำเภออุทุมพรพิสัย โดยมีภาพถ่ายพร้อมข้อมูลวัน เวลา และสถานที่ยืนยัน
อย่างไรก็ตาม ในสำนวนคดี ยังมีทั้งชื่อเดิมและข้อมูลส่วนตัวที่ตรงกับเธอ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ใครเป็นผู้ถูกจับ ใครให้ข้อมูล และข้อมูลของเธอถูกนำไปใช้ในคดีได้อย่างไร
ล่าสุด ผู้กำกับการ สภ.อุทุมพรพิสัย เปิดเผยว่า ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เนื่องจากคดีดังกล่าวเกิดขึ้นมานานหลายปี จึงขอเวลา 2-3 วัน เพื่อตรวจสอบเอกสาร และข้อเท็จจริงว่ามีเหตุเช่นนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร
ส่วนเช้านี้ (26 ส.ค.) ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า เข้าไปตรวจสอบประวัติผ่านแอปฯ ทางรัฐ ไม่พบประวัติคดีอาญาดังกล่าวแล้ว แต่ยังต้องการคำตอบว่า เหตุใดชื่อและข้อมูลส่วนตัวของเธอจึงไปปรากฏอยู่ในสำนวนคดีตั้งแต่แรก พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงและขอโทษ