อาสากู้ภัยมึน ครอบครัวไม่รับกลับเข้าบ้าน ชายอายุ 77 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง อดีตภรรยาเผยไม่มีกำลังกายและกำลังทรัพย์ แบกรับภาระดูแลไม่ไหว ระบุแยกทางไปมีครอบครัวใหม่หลายปี เพิ่งขอกลับมาอาศัยที่บ้านได้ 1 ปี ให้อยู่ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ก่อนล้มป่วย เป็นผู้ป่วยติดเตียง
จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก “ย้อย พันธ์ดนตรี” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้โพสต์เรื่องราวพร้อมคลิปวิดีโอ หลังเข้ารับผู้ป่วยติดเตียงจากบ้านเพื่อนำส่งโรงพยาบาล และต่อมาได้รับการประสานให้นำผู้ป่วยกลับไปส่งบ้าน แต่เมื่อเดินทางไปถึงกลับพบว่าญาติไม่ประสงค์รับผู้ป่วยกลับเข้าบ้าน จนเกิดคำถามว่า เจ้าหน้าที่อาสาจะสามารถดำเนินการอย่างไรต่อไป ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์
สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 เวลาประมาณ 09.30 น. ที่ผ่านมา ศูนย์วิทยุมูลนิธิร่วมกตัญญูแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ ชายอายุ 77 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และมีแผลกดทับบริเวณด้านหลัง จึงเดินทางไปรับผู้ป่วยจากบ้านเพื่อนำส่ง รพ.ลาดบัวหลวง อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา
จากนั้นภายหลังแพทย์และพยาบาลได้ตรวจร่างกาย ทำแผลกดทับ และตรวจสุขภาพโดยทั่วไปแล้ว ไม่พบอาการผิดปกติหรือภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินจึงประสานให้เจ้าหน้าที่มูลนิธินำผู้ป่วยกลับไปส่งบ้าน กระทั่งเมื่อนำส่งกลับถึงบ้านทางครอบครัวไม่ยอมรับผู้ป่วยกลับ
นายชัยวัฒน์ พันธ์ดนตรี เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จุดลาดบัวหลวง ซึ่งเป็นผู้โพสต์เรื่องราวดังกล่าว เปิดเผยว่า ตนเองทำงานอาสามานานกว่า 30 ปี เพิ่งพบเหตุการณ์ลักษณะนี้ โดยหลังได้รับแจ้งจึงเดินทางไปรับผู้ป่วยจากบ้าน ก่อนนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาแผลกดทับและตรวจอาการ เมื่อแพทย์ตรวจแล้วเห็นว่าไม่มีอาการแทรกซ้อน จึงได้รับการประสานให้นำผู้ป่วยกลับไปส่งบ้าน เมื่อนำผู้ป่วยเดินทางไปถึงบ้านและกำลังจะนำลงจากรถ กลับได้รับแจ้งจากภรรยาว่าไม่ต้องนำผู้ป่วยลงจากรถ และไม่ประสงค์รับกลับเข้าบ้าน
นายชัยวัฒน์ ระบุว่า ได้พูดคุยและสอบถามว่าจะให้ตนนำผู้ป่วยไปไว้ที่ใด แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ จึงประสานตำรวจเข้ามาช่วยพูดคุย อย่างไรก็ตาม ทางบ้านยังไม่รับผู้ป่วยกลับ ตนจึงตัดสินใจนำผู้ป่วยกลับมายัง รพ.ลาดบัวหลวง อีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าผู้ป่วยยังไม่มีสถานที่พักและรู้สึกเป็นห่วง อีกทั้งตนยังมีภารกิจต้องไปรับผู้ป่วยคนอื่น เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาล ทางแพทย์และพยาบาลได้รับผู้ป่วยไว้ดูแล เนื่องจากยังไม่มีญาติมาติดต่อ โดยยืนยันว่า รพ.ลาดบัวหลวง ให้การดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี เพียงแต่ในช่วงแรกผู้ป่วยไม่มีอาการที่จำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จึงมีการประสานให้นำกลับบ้าน
ด้าน แพทย์หญิงชุติมา ปั้นเหน่งเพชร แพทย์ปฏิบัติการ รพ.ลาดบัวหลวง เปิดเผยว่า เบื้องต้นโรงพยาบาลได้ตรวจร่างกายและตรวจเลือดผู้ป่วย ไม่พบความผิดปกติ จึงประสานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อนำผู้ป่วยกลับบ้าน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงบ้านกลับพบว่าไม่สามารถส่งผู้ป่วยเข้าบ้านได้ตามที่เป็นข่าว หลังจากเจ้าหน้าที่มูลนิธินำผู้ป่วยกลับมายังโรงพยาบาลอีกครั้ง โรงพยาบาลจึงรับตัวไว้ดูแล พร้อมประสานสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่เพื่อประเมินแนวทางช่วยเหลือ รวมถึงพิจารณาว่าสามารถนำผู้ป่วยเข้าสถานสงเคราะห์หรือสถานดูแลที่เหมาะสมได้หรือไม่
แพทย์หญิงชุติมา บอกอีกว่า เบื้องต้นยังไม่สามารถติดต่อญาติของผู้ป่วยได้ โดยผู้ป่วยเคยให้ข้อมูลว่ามีบุตร 2 คน หากยังไม่สามารถติดต่อได้ ทาง พม. จะดำเนินการติดตามหาญาติและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนสาเหตุที่โรงพยาบาลไม่ได้รับผู้ป่วยไว้รักษาตั้งแต่แรก เนื่องจากผลตรวจไม่พบอาการผิดปกติหรือภาวะที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ประกอบกับผู้ป่วยมีอายุมาก จึงไม่ต้องการให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในโรงพยาบาล ทั้งนี้ผู้ป่วยมีประวัติรักษาที่ รพ.ลาดบัวหลวง และเคยเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน
ขณะที่ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ต.ลาดบัวหลวง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนและ อสม. ในพื้นที่ได้ลงพื้นที่ติดตามดูแลผู้ป่วยคนนี้อยู่แล้ว โดยผู้ป่วยเคยอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวกับภรรยา ก่อนที่จะแยกทางกัน และผู้ป่วยไปมีครอบครัวใหม่ ต่อมาเมื่อมีอายุมากขึ้นจึงกลับมาขออาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก่อนจะล้มป่วยและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง ส่วนสาเหตุที่อดีตภรรยาไม่สามารถรับผู้ป่วยกลับไปดูแลได้นั้น เนื่องจากอดีตภรรยาก็มีอายุมาก และมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยในการยกตัว อาบน้ำ หรือดูแลกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ได้ อีกทั้งได้แยกทางกันมานานแล้ว ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
เบื้องต้นได้ประสาน อสม. รวมถึง รพ.ลาดบัวหลวง และ อบต.ลาดบัวหลวง เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้ป่วย โดยจะพูดคุยกับทางโรงพยาบาล เพื่อขอให้ผู้ป่วยพักอยู่ที่โรงพยาบาลไปก่อน ขณะเดียวกันจะนำสิทธิเงินผู้สูงอายุและเงินช่วยเหลืออื่น ๆ ที่ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับ มาพิจารณาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแล นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุ เพื่อขอรับผู้ป่วยไปดูแล แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอการตอบรับและรอคิว โดยหน่วยงานในพื้นที่ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งผู้ป่วย และจะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป
ด้านอดีตภรรยา อายุ 77 ปี บอกว่า บ้านหลังดังกล่าวมีผู้อาศัยอยู่ 3 คน ได้แก่ ตนเอง ลูก และหลาน โดยตนเป็นอดีตภรรยาของผู้ป่วย และเคยใช้ชีวิตร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2528 ก่อนจะแยกทางกันในปี 2551 และไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี ต่อมาประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้กลับมาขออาศัยอยู่ที่บ้านอีกครั้ง ตนเห็นว่าเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงอนุญาตให้อาศัยอยู่ กระทั่งล้มป่วยและกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง
อดีตภรรยา บอกอีกว่า ปัจจุบันตนก็มีอายุมาก และมีปัญหาสุขภาพ เดินเหินลำบาก จึงไม่สามารถดูแลผู้ป่วยติดเตียงได้ ทั้งการยกตัว อาบน้ำ และดูแลกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งยังมีภาระดูแลสมาชิกในครอบครัว ซึ่งมีรายได้จำกัด จึงไม่มีทั้งกำลังกายและค่าใช้จ่ายเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยได้ ส่วนเหตุการณ์ที่มีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่ปรากฏในคลิปนั้น ยอมรับว่าเกิดจากความเครียด และความไม่พร้อมในการดูแลผู้ป่วย ยืนยันว่าไม่ได้ต้องการทำร้ายหรือทอดทิ้ง แต่ไม่สามารถรับภาระดูแลต่อไปได้ และได้แยกทางกันมานานแล้ว จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ หาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับดูแลผู้ป่วย เนื่องจากตนไม่มีเรี่ยวแรงและกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะรับผู้ป่วยกลับมาดูแลที่บ้านอีกต่อไป