ช่วย ด.ช.12 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย มีแผลฟกช้ำทั่วตัว

ช่วย ด.ช.12 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย มีแผลฟกช้ำทั่วตัว

View icon 23
วันที่ 27 ส.ค. 2569 | 10.05 น.
ข่าวภูมิภาค
แชร์
ช่วยเด็กชายวัย 12 ขวบ ถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายหลายครั้ง จนมีบาดแผลฟกช้ำทั่วตัว นอกจากนี้แม่ของเด็กซึ่งเป็นผู้พิการทางการได้ยินก็ถูกทำร้ายเช่นกัน

(26 ส.ค.69) หน่วยกู้ชีพสว่างมงคลศรัทธา ออกรับผู้บาดเจ็บเป็นเด็กชาย อายุ 12 ขวบ หลังได้รับแจ้งว่าถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายจนมีบาดแผลฟกช้ำตามร่างกายหลายแห่ง โดยญาติได้นำตัวเด็กออกจากบ้านมาขอความช่วยเหลือบริเวณป้อมตำรวจน้ำก้อ หมู่ 4 ต.น้ำก้อ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะนำตัวส่งโรงพยาบาลหล่มสักเพื่อรับการตรวจรักษา จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าเด็กชายรายนี้ถูกทำร้ายมาแล้วหลายครั้ง และครอบครัวมีความกังวลว่า หากเด็กต้องกลับไปอยู่ในบ้านหลังเดิม อาจถูกทำร้ายซ้ำอีก

นายประจิตร สุขะวัฒนะ นายกสมาคมฯ สว่างมงคลศรัทธา ได้สอบถามคุณยายของเด็กเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยคุณยายให้ข้อมูลว่า เด็กถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายร่างกายเป็นประจำ โดยอ้างเหตุว่าเด็กดื้อ ขณะที่พ่อเลี้ยงมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและดื่มสุรา รวมทั้งเพิ่งพ้นจากการถูกควบคุมตัว ทั้งนี้ คุณยายยังระบุว่า มารดาของเด็กเป็นผู้พิการทางการได้ยินและไม่สามารถพูดได้ และเคยถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายเช่นกัน ที่ผ่านมาเคยมีผู้นำชุมชนเข้าไปตักเตือน แต่พฤติกรรมดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง นายประจิตร จึงแสดงความเป็นห่วงต่อความปลอดภัยและสภาพจิตใจของเด็ก พร้อมระบุว่าจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ให้เข้ามาตรวจสอบและให้การคุ้มครองอย่างจริงจัง

ภายหลังเด็กออกจากโรงพยาบาล คุณยายแจ้งว่าจะรับตัวเด็กไปพักอาศัยที่บ้านเป็นการชั่วคราว เพื่อไม่ให้เด็กต้องกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมและเสี่ยงถูกทำร้ายซ้ำ ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าต้องการช่วยเหลือครอบครัวนี้อย่างเต็มที่ และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลโดยเร็ว กรณีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยประเด็นสำคัญคือการประเมินความปลอดภัยของเด็กและมารดา การตรวจสอบร่องรอยการบาดเจ็บ รวมถึงการแยกเด็กออกจากสภาพแวดล้อมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายซ้ำ ตามหลักการคุ้มครองเด็ก เมื่อมีข้อมูลว่าการทำร้ายเกิดขึ้นหลายครั้ง หน่วยงานด้านสังคมและฝ่ายปกครองควรเร่งประเมินความเสี่ยงและจัดมาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม โดยต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง