ผลตอบรับดี! ไทยช่วยไทย พลัส วงเงิน 1,000 ลุ้นต่อเฟส 2

ผลตอบรับดี! ไทยช่วยไทย พลัส วงเงิน 1,000 ลุ้นต่อเฟส 2

View icon 20
วันที่ 27 ส.ค. 2569 | 11.24 น.
เกาะกระแสออนไลน์
แชร์
ผลตอบรับดี โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40)” โดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศจำนวน 5,465 ราย ประจำเดือนกรกฎาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 71.77 ระบุว่าเข้าร่วมใช้สิทธิโครงการ ขณะที่ร้อยละ 28.23 ไม่ได้ใช้สิทธิ สะท้อนว่าโครงการมีส่วนช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย กระตุ้นการจับจ่าย และสนับสนุนการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าในชุมชน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลสำรวจพบว่า ประชาชนใช้สิทธิกับสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันเป็นหลัก โดยอาหารพร้อมทาน เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารปรุงสำเร็จ มีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 48.22 รองลงมาคืออาหารสด ร้อยละ 38.87 ของใช้ประจำวันและของใช้ในครัวเรือน ร้อยละ 32.22 เครื่องประกอบอาหาร ร้อยละ 26.73 การสั่งอาหารและเครื่องดื่มผ่านฟู้ดเดลิเวอรี ร้อยละ 23.97 เครื่องดื่ม ร้อยละ 21.23 และอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 21.02 ทั้งนี้ คำถามในส่วนดังกล่าวสามารถเลือกตอบได้มากกว่าหนึ่งข้อ จึงไม่ควรนำสัดส่วนแต่ละรายการมารวมเป็นร้อยละ 100

ผลสำรวจยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมการใช้จ่าย โดยร้อยละ 36.96 ระบุว่ากล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้อยละ 24.50 นำเงินส่วนที่เหลือจากการใช้สิทธิไปใช้จ่ายกับสิ่งจำเป็นอื่น และร้อยละ 23.00 ซื้อสินค้าและบริการในชุมชนหรือท้องถิ่นเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ร้อยละ 8.60 นำเงินที่ประหยัดได้ไปออม ร้อยละ 7.25 นำไปชำระหนี้ ร้อยละ 5.75 เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพดีขึ้น และร้อยละ 4.43 ระบุว่าสามารถลดการกู้ยืมหรือการใช้บัตรเครดิตได้

“ตัวเลขที่น่าสนใจคือ สิทธิของรัฐไม่ได้ช่วยเฉพาะตอนชำระเงิน แต่ยังทำให้เงินในกระเป๋าประชาชนส่วนหนึ่งเหลือไปใช้กับค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น รวมถึงเกิดการซื้อสินค้าในร้านค้าชุมชนเพิ่มขึ้น จึงเป็นการช่วยทั้งฝั่งครัวเรือนและผู้ประกอบการรายย่อยในเวลาเดียวกัน” นางสาวลลิดากล่าว

นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลสำรวจยังมีสัญญาณเชิงบวกต่อร้านค้าหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยร้อยละ 31.58 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 20.70 จะกลับไปซื้อบางส่วน ร้อยละ 11.29 จะซื้อจากร้านค้าเดิมประมาณครึ่งหนึ่ง และร้อยละ 6.55 ระบุว่าจะกลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมทั้งหมด ขณะที่มีเพียงร้อยละ 0.88 ที่ระบุว่าจะไม่กลับไปซื้อจากร้านค้าเดิมเลย

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิของประชาชนบางกลุ่ม ทั้งกรณีลงทะเบียนไม่ทัน ลงทะเบียนไม่ผ่าน ไม่ได้สมัครหรือไม่ผ่านคุณสมบัติ รวมถึงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เช่น ไม่มีสมาร์ทโฟน โทรศัพท์ไม่รองรับแอปพลิเคชัน ไม่สามารถดาวน์โหลดหรือใช้งานแอปพลิเคชัน รวมถึงปัญหาการยืนยันตัวตนและสแกนใบหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบดิจิทัล

“รัฐบาลจะนำข้อมูลจากการสำรวจมาใช้ประกอบการติดตามและประเมินมาตรการ ทั้งในมิติการลดภาระค่าครองชีพ การสร้างยอดขายให้ร้านค้ารายย่อย และการเข้าถึงสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านดิจิทัล พร้อมให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าเงินภาครัฐและเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างไร และนำบทเรียนไปพัฒนามาตรการในระยะต่อไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมายและเกิดความคุ้มค่ามากที่สุด” นางสาวลลิดากล่าว

ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส้ (60/40)” กำหนดให้ภาครัฐร่วมจ่ายร้อยละ 60 สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมรายการ ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ประชาชนร่วมจ่ายร้อยละ 40 โดยสามารถใช้สิทธิได้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 และวงเงินที่เหลือไม่สามารถสะสมข้ามเดือนได้

ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 จะมีต่อหรือไม่ ? 

"นายกฯ อนุทิน" บอกว่า อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ต้องพิจารณา แต่ต้องคำนึงถึงงบประมาณที่มี และบอกว่า "รัฐบาลนี้ไม่ใช่รัฐบาลประชานิยม" แต่เป็นรัฐบาลที่ทำให้ทุกคนยืนอยู่บนขาของตนเองได้ หากจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจติด รัฐบาลก็จะดำเนินการเป็นช่วง ๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า "หากมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะมีโอกาสเพิ่มวงเงินจากวันละ 200 บาทหรือไม่ ?"

"นายกฯ อนุทิน" ระบุว่า ขอให้ไปถามนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

อย่างไรก็ตาม ที่แน่ๆ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีที่มีความชัดเจนก็คือ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” 

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกถึงความชัดเจน โครง ไทยเที่ยวไทย พลัส เสนอคณะรัฐมนตรีภายในเดือนกันยายน เหลือเพียงกำหนดเกณฑ์เงื่อนไข การใช้แอปฯเป๋าตังค์ จะเริ่มลงทะเบียน 1 ตุลาคมนี้ ทันกับการใช้ในเดือนธันวาคม จากเดิมเคยตั้งจำนวนการให้สิทธิ์ไว้ 500,000 สิทธิ์ เปลี่ยนเป็น 1,000,000 สิทธิ์

โดยใช้งบฯ จากพ.ร.ก.กู้เงิน เป็นจำนวน 3,500 ล้านบาท เปิด 1 ล้านสิทธิ์ในรอบเดียว 1 คนลงทะเบียนได้ 5 สิทธิ์ เป็นการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในช่วงที่ผ่านมา

ขอบคุณข้อมูล เว็บไซต์รัฐบาล 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง