นายจ้างพาเด็กหนุ่ม อายุ 18 ปี ขอความช่วยเหลือจากเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกแม่เลี้ยงทารุณนานเกือบ 10 ปี โดยการตีจนหลังเหวอะ ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ป.3 จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่หยุด
(27 ส.ค. 69) น้องภู อายุ 18 ปี เปิดโชว์ร่องรอยบาดแผลยาวฉกรรจ์เกือบ 20 แผลบนแผ่นหลัง จากการถูกแม่เลี้ยงทำร้ายร่างกายมาอย่างยาวนานตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการใช้ไม้ไผ่หนาขนาดด้ามไม้กวาดตีเข้าที่หลังและเอวนับสิบๆ ครั้ง โดยอ้างว่าตีเพราะรัก เนื่องจากน้องภูไม่ค่อยทำงานบ้านตามคำสั่ง แม้ช่วงมัธยมต้นจะบวชเรียนอยู่นอกบ้านนาน 3 ปี แต่เมื่อกลับมาเรียนต่อมัธยมปลายก็ยังคงถูกทำร้ายซ้ำๆ ในเรื่องเดิม รวมถึงถูกห้ามไม่ให้มีแฟน
ล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา น้องภูถูกปลุกขึ้นมาตีตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยไม้แขวนเสื้อ เพียงเพราะกวาดบ้านไม่สะอาด ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้เป็นพ่อแท้ๆ ไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนการทำโทษ ส่วนแม่แท้ๆ ก็ไม่กล้าติดต่อไปเพราะถูกพ่อพูดใส่ร้าย
แม้จะถูกทำร้ายหนักและบางครั้งถูกลงโทษให้อดอาหาร แต่น้องภูไม่เคยคิดสู้หรือฆ่าตัวตาย โดยอดทนเพราะอยากดูแลพ่อแม่ ทั้งนี้ น้องภูเพิ่งเรียนจบชั้น ม.6 พร้อมหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีผลการเรียนดีเยี่ยมด้วยเกรดเฉลี่ยสูงถึง 3.80 โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ได้เกรด 4 ทั้งหมด และมีความตั้งใจที่จะทำงานหาเงินเรียนต่อ
เรื่องดังกล่าวถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเจ้าของโรงงานและเพื่อนร่วมงานในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ย่านสายไหมที่น้องภูไปทำงาน สังเกตเห็นว่าน้องภูไม่อยากกลับบ้านและมักอยู่ทำงานจนดึก จนกระทั่งเห็นบาดแผลเต็มหลังจากการถลกเสื้อเกาแผล เมื่อสอบถามในตอนแรกน้องภูไม่กล้าบอกความจริงเพราะความกลัว
แต่เมื่อเจ้าของโรงงานประสาน นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เข้ามาคุยและคาดคั้น น้องภูจึงยอมรับว่าถูกคนในครอบครัวทำร้าย ซึ่งบาดแผลปรากฏทั้งรอยแผลเก่าและแผลใหม่กระจายทั่วใบหน้า ลำคอ และแผ่นหลัง
ด้านนายเอกภพระบุว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการทารุณกรรมและใช้เด็กเป็นที่ระบายอารมณ์ ไม่ใช่การลงโทษเพื่อสั่งสอน และหลังจากนี้จะพาน้องภูเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับแม่เลี้ยง รวมถึงพ่อแท้ๆ หากพบว่ามีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำผิดด้วย
นายจ้างน้องภู เปิดเผยว่า “น้องภู” ทำตำแหน่งผู้ช่วยช่างไฟ มีประวัติการเรียนดีเยี่ยม โดยจุดเริ่มต้นการเข้ามาทำงานเกิดจากผู้ปกครองพาน้องมาสมัคร หลังเห็นประกาศรับสมัครงาน จุดนี้ทำให้นายจ้างรู้สึกเสียดายโอกาสทางการศึกษาและเคยเสนอให้การสนับสนุนหากต้องการเรียนต่อ แต่น้องภูขอทำงานก่อน ในช่วงแรกนายจ้างมีความลังเลเนื่องจากงานช่างไฟมีความเสี่ยงและเด็กยังขาดประสบการณ์ แต่เมื่อเห็นความตั้งใจ ความเรียบร้อย และบรรยากาศในโรงงานที่ดูแลกันเหมือนครอบครัว จึงตัดสินใจรับเข้าทำงานและคอยสอนงานอย่างใกล้ชิด
ตลอดระยะเวลา 3-4 เดือนที่ทำงาน น้องภูเป็นเด็กขยัน มีสัมมาคารวะ ทำตามคำสั่งได้ดี และไม่เคยแสดงพฤติกรรมเกเร แต่ระยะหลัง เพื่อนร่วมงานและนายจ้างเริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ทั้งอาการหวาดระแวง สะดุ้งง่าย พูดคนเดียว รวมถึงการชอบนั่งอยู่โรงงานคนเดียวจนดึกหลังเลิกงานโดยไม่ยอมกลับบ้าน กระทั่งวันหนึ่ง ช่างในโรงงานสังเกตเห็นบาดแผลบนใบหน้าของน้อง และเมื่อสอบถามเพิ่มเติม น้องภูจึงยอมเปิดเผยร่องรอยบาดเจ็บหนักตามร่างกายให้ดู ทำให้นายจ้างและพนักงานทุกคนในโรงงานรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
แม้น้องภูจะอ้างในตอนแรกว่าบาดแผลเกิดจากการเข้าไปช่วยพ่อแม่ไม่ให้ถูกคนข้างบ้านทำร้าย แต่น้องได้พูดแทรกออกมาว่าตนเองถูกทำร้ายร่างกายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้นายจ้างปักใจเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และเป็นความรุนแรงในครอบครัวที่สะสมมานาน จึงประสานขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที นายจ้างยังสะท้อนความรู้สึกในฐานะคนเป็นแม่ว่า การลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติหรือเรื่องที่ถูกต้อง
สำหรับแนวทางการช่วยเหลือหลังจากนี้ ทางบริษัทยืนยันว่าจะไม่ให้น้องภูกลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยอีก โดยจัดเตรียมที่พักใหม่ ซื้อที่นอนและข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น เพื่อให้สถานที่ทำงานแห่งนี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่ 2 ที่ให้ความปลอดภัยและฟื้นฟูสภาพจิตใจ ทั้งนี้ยังพร้อมดูแลเรื่องการพบผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา รวมถึงยืนยันจะสนับสนุนการศึกษาต่ออย่างเต็มที่ หากในอนาคตน้องภูมีความพร้อมและต้องการกลับไปเรียนต่อ