คอลัมน์หมายเลข 7 : อบต.น้ำตาล วอนกรมเจ้าท่าเร่งขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา จ.สิงห์บุรี

View icon 4
วันที่ 28 ส.ค. 2569 | 11.21 น.
ห้องข่าวภาคเที่ยง
แชร์
ห้องข่าวภาคเที่ยง - ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากช่วงฤดูฝน ใน จังหวัดสิงห์บุรี ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้กรมเจ้าท่า เร่งขุดลอกสันดอนขวางทางระบายน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ติดตามจากคุณอรรถพล ดวงจินดา ใน คอลัมน์หมายเลข 7

ภาพมุมสูงที่ทีมคอลัมน์หมายเลข 7 บินโดรนสำรวจให้เห็นสภาพพื้นที่จริงของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหลังวัดศรีจุฬามณี อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ที่คุณสมโภชน์ โตรักษา และนายสุชาติ ชมกุล ไวยาวัจกรวัดศรีจุฬามณี เดินลงบันไดริมแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วม เพื่อสำรวจสภาพแม่น้ำเจ้าพระยา พบว่า พื้นดินมีวัชพืช เช่น ต้นไมยราบยักษ์ ขึ้นกระจายทั่วพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงนี้มากกว่า 70% จนแทบไม่เหลือความเป็นแม่น้ำสายหลัก ส่งผลกระทบต่อการระบายน้ำ โดยเฉพาะฤดูฝน

ยิ่งตรงขอบตลิ่งริมเขื่อนป้องกันน้ำท่วมทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระดับลึกลงไปมากกว่า 10 เมตร ทั้งต้นไม้และวัชพืช ขึ้นรก นอกจากเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำแล้ว ยังกระทบต่อการเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำไว้ใช้ยามฤดูแล้ง ภาพที่เห็นตรงหน้า ยืนยันคำอธิบายนี้ได้ชัดเจนที่สุด

นายสุชาติ ชมกุล ไวยาวัจกรวัดศรีจุฬามณี อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้กว่า 50 ปี เป็นตัวแทนชาวบ้านสะท้อนความเดือดร้อน และผลกระทบจากน้ำท่วมที่ไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ชุมชนในช่วงฤดูฝน สร้างความเสียหายทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ทั้งทรัพย์สินของชาวบ้านและทางราชการ รวมหลายร้อยล้านบาท ในช่วงที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วม

กระทั่ง กรมโยธาธิการและผังเมือง ดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่ดังกล่าว ตามแผนงานป้องกันน้ำท่วม ตั้งแต่ปี 2543-2553 ในพื้นที่ชุมชนริมแม่น้ำใน 48 จังหวัด รวม 88 พื้นที่ ที่ต้องใช้งบประมาณ 4,568 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างเขื่อนกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก และทางเดินขนานแนวเขื่อน พร้อมระบบระบายน้ำ ระดับความสูง 13 เมตร จากระดับทะเลปานกลาง

ทว่าเมื่อถึงช่วงฤดูฝนมีน้ำหลาก ระดับน้ำที่สูง และมีวัชพืชกีดขวางทางระบายน้ำ ทำให้มีน้ำดันขึ้นจากใต้ดิน ผ่านแนวเขื่อนป้องกันน้ำท่วมบางช่วงที่เสียหาย ตามระยะเวลาการใช้งาน น้ำจึงไหลบ่า เข้าท่วมพื้นที่ชุมชนแห่งนี้

ปัญหานี้หน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เกี่ยวข้องโดยตรง รับรู้ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำตาล หน่วยงานปกครองในพื้นที่ เคยสะท้อนปัญหานี้ให้หน่วยงานส่วนกลางช่วยแก้ไขปัญหาให้ โดยเชื่อว่า หากใช้หลักคิดโครงการขุดดินแลกน้ำ จะเป็นอีกวิธีในการแก้ไขปัญหาช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้ แต่เหตุที่ยังดำเนินการไม่ได้ เพราะปริมาณดินและทรายที่จะขุดลอก มีปริมาณนับล้านลูกบาศก์เมตร มีมูลค่าสูง จึงยังไม่มีข้อสรุปว่า หน่วยงานไหนจะเป็นเจ้าภาพหลักดำเนินการ ความล่าช้า จึงทำให้ชาวบ้านในชุมชน ต้องทนแบกรับผลกระทบ เสี่ยงภัยจากน้ำท่วม

ที่ผ่านมาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน อบต.น้ำตาล แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำหินคลุกมาถมทำเป็นคันกั้นน้ำอีกชั้น เพราะบางชุมชน น้ำจะท่วมขังนานกว่า 3 เดือน ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างมาก จากการใช้ชีวิตประจำวัน

คอลัมน์หมายเลข 7 ขยายผล ขอข้อมูลเรื่องนี้ กับอธิบดีกรมเจ้าท่า ที่ปัจจุบัน ยอมรับว่า เป็นปัญหาระหว่างการแก้ไขระหว่างหน่วยงาน โดยอยู่ระหว่างการเสนอ ใช้ทรัพยากร ดิน-ทราย ให้เกิดประโยชน์ ลดเงินแผ่นดิน กับโครงการขุดลอกต่างตอบแทน เป็นสิ่งที่กรมเจ้าท่าได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี หากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพร้อม ก็สามารถดำเนินการตามแผนงาน ที่เสนอเข้ามาเพื่อดำเนินการเป็นช่วง ๆ เพราะเป็นเรื่องดีที่จะลดการใช้เงินแผ่นดินในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม แต่ต้องอยู่ในการควบคุมมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด

ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชน ที่สนใจขุดลอกดินในที่สาธารณะ สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมาย และตามคู่มือของกรมเจ้าท่า

#คอลัมน์หมายเลข7 #ต้านทุจริตตามติดกลโกง #ขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง