“ผอ.JIC” ตอก “ฮุน มาเนต” ไมโครโฟน ไม่ใช่ศาล ลั่น ! พูดซ้ำไม่ทำให้ดินแดนเป็นของใคร ย้ำ เขตแดนต้องใช้หลักฐาน -โต๊ะเจรจา
วันนี้ (28 ส.ค. 69 ) พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา หรือ JIC ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวบนเวที ISC-2 กล่าวหาไทยว่า ยังคง “ยึดครองดินแดนกัมพูชา” และพยายามสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่
พล.อ.อ. ประภาส กล่าวว่า เรื่องเขตแดน ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยจำนวนครั้งที่กล่าวผ่านสื่อ หรือขนาดของเวทีที่ใช้กล่าว การกล่าวซ้ำว่า พื้นที่หนึ่งเป็นของกัมพูชา ไม่ได้ทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็นดินแดนกัมพูชาโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับการกล่าวคำว่า ‘รุกราน’ หรือ ‘ยึดครอง’ ซ้ำ ๆ ก็ไม่สามารถใช้แทนกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และการดำเนินการเรื่องเขตแดนตามกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับได้ และยิ่งเป็นเวทีที่มีผู้แทนจากหลายประเทศเข้าร่วม คิดว่า ยิ่งควรเป็นเวทีของข้อเท็จจริง สันติภาพ และความรับผิดชอบ ไม่ใช่การนำข้อกล่าวอ้างของฝ่ายหนึ่งไปนำเสนอต่อประชาคมระหว่างประเทศเสมือนว่า เรื่องนั้นได้รับการตัดสินแล้ว
ทั้งนี้สิ่งที่อยากให้กลับไปดูคือ ถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งไทย และกัมพูชาลงนามร่วมกัน สาระสำคัญคือ ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามมาตรการที่ตกลงร่วมกันเกี่ยวกับการวางกำลังและการลดความตึงเครียด ขณะเดียวกัน การดำเนินการดังกล่าวไม่ควรถูกนำไปตีความเพื่อชี้ขาดเรื่องการปักปันเขตแดน ซึ่งยังต้องดำเนินการผ่านกลไกและกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ
ดังนั้นเราต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัดเจน ตำแหน่งการวางกำลัง ไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟน ไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย
เพราะฉะนั้น คำถามที่ประชาคมระหว่างประเทศควรถาม ไม่ควรมีเพียงว่า กัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ควรถามต่อด้วยว่า ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่ประเทศไทยไม่ต้องการทำสงครามข่าวสารกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลด้านเดียวต่อประชาคมระหว่างประเทศ เรามีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง
หากเราพูดถึง สถาบันที่เข้มแข็งก็ควรหมายรวมถึงการเคารพกลไกที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันด้วย ถ้าเราต้องการสันติภาพจริง คิดว่า เราควรหยุดพยายาม ‘ตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน’ แล้วกลับไปใช้โต๊ะเจรจา หลักฐาน แผนที่ สนธิสัญญา การสำรวจร่วม และกลไกทวิภาคี
และหากจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ก็ควรเริ่มจากหลักพื้นฐานที่สุด คือ ทุกฝ่ายต้องเคารพข้อตกลงที่ตนเองลงนาม ท้ายที่สุด ประชาชนไทยและประชาชนกัมพูชาต้องการสิ่งที่ไม่ต่างกัน คือ ความปลอดภัย เศรษฐกิจที่เดินหน้า และชายแดนที่สงบ
ประเทศไทยไม่ได้ขัดขวางการพัฒนาของกัมพูชา ตรงกันข้าม เราต้องการเห็นประเทศเพื่อนบ้านเจริญรุ่งเรือง แต่ความเจริญที่ยั่งยืนที่สุดของสองประเทศ คือวันที่ประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดนสามารถทำมาหากิน เดินทาง และใช้ชีวิตโดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าวันพรุ่งนี้ความขัดแย้งจะกลับมาอีก
ผอ. JIC กล่าวอีกว่า ตำแหน่งการวางกำลังไม่ใช่หลักเขตแดน มาตรการรักษาความปลอดภัยไม่ใช่การปักปันเขตแดน และข้อกล่าวอ้างผ่านไมโครโฟนไม่ใช่คำตัดสินอธิปไตย อย่าตัดสินเขตแดนผ่านไมโครโฟน กลับสู่โต๊ะเจรจา หลักฐาน และกลไกที่สองประเทศยอมรับร่วมกัน คำถามไม่ใช่เพียงกัมพูชากล่าวหาไทยว่าอะไร แต่ข้อกล่าวหานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและข้อตกลงที่กัมพูชาลงนามไว้เองหรือไม่