สว.อลงกต หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน สุดตัว ลั่นทำไปเถอะ ทำหรือไม่ทำก็โดยตำหนิอยู่ดี อย่างน้อยก็มี 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากไทยช่วยไทยพลัส ไม่ต้องห่วงเสียงพูดว่า มีเงินทอน? เชื่อ สตง.-ป.ป.ช. ตรวจสอบไม่ปล่อยให้ทุจริต
วันนี้ (31 ส.ค.69)ในการประชุมวุฒิสภามีวาระพิจารณา พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายช่วงหนึ่งว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีความจำเป็น เพราะตอนนี้มีปัญหาภัยภิบัติหลายพื้นที่ รวมถึงปัญหาชายแดน ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบกลางที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ ดังนั้น การตรา พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ ถ้าไม่กู้ก็ยังโดนตำหนิ ว่ารัฐบาลทำอะไรอยู่ การออก พ.ร.ก. กู้เงิน คือการที่รัฐบาล ทำความดีให้กับประชาชนไทย มีคนพูดว่า การกู้เงินครั้งนี้กระทบ GDP ของประเทศ ที่ใกล้ติดเพดานที่ 70% แล้ว แต่จริง ๆ แล้ว ตัวเลขนี้ต่างจากการกู้ทั่วไป เพราะเป็นการกู้จากสถาบันการเงินในประเทศ เงินจะหมุนอยู่ในระบบ
นายอลงกต กล่าวอีกว่า โครงการ ไทยช่วยไทยพลัสมีคนได้รับประโยชน์ 43 ล้านคน ที่พึงพอใจกับโครงการนี้ กระตุ้นให้คนเอาเงินออกมาใช้ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน สามารถช่วยลดค่าครองชีพ ดังนั้น การออก พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นการกระตุ้นให้คนออกมาใช้เงิน จึงขอยืนยันว่า รัฐบาลทำไปเถอะ มันอาจจะมีเสียงว่าบ้าง แต่ 43 ล้านคน ได้ประโยชน์จากโครงการนี้
“ส่วนวงเงินอีก 200,000 ล้านบาท ที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงาน โครงการต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนรถสาธารณะ เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ติดโซลาร์เซลล์ โครงการเหล่านี้เป็นโครงการเพื่ออนาคต ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำเมื่อไหร่ ไทยเป็นเมืองร้อน ไม่ทำโซลาร์รูฟ แล้วจะไปทำอะไร เหมาะสมแล้วครับท่านรัฐมนตรี เห็นด้วยอย่างยิ่ง” นายอลงกต กล่าวอภิปราย
นายอลงกต ย้ำว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมัน การเพิ่มพลังงานทางเลือก เป็นการลดการนำไเข้าน้ำมันทางอ้อม จึงเห็นด้วยว่าควรเร่งดำเนินการ ไม่ต้องกังวล ว่า จะมีเสียงพูดว่า จะมีเงินทอนหรือไม่ ถึงอย่างไรก็มีคนว่าอยู่แล้ว แต่เชื่อว่าสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คงไม่ละเลย ในการตรวจสอบเรื่องแบบนี้แน่นอน