ห้องข่าวภาคเที่ยง - มีความคืบหน้า การดำเนินคดีกรณีเหตุการณ์คนร้ายงัดโกดังเก็บเครื่องจักร แต่ถูกผู้ดูแลเจอตัวขณะกำลังขโมยของ จึงชักปืนลูกซองยิงใส่ บาดเจ็บสาหัส
ย้อนกลับไปชมภาพเหตุการณ์ ขณะเจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือชีวิต "นายธวัชชัย" อายุ 40 ปี ชาวอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังถูก "นายสมศักดิ์" ผู้ดูแลโกดังเก็บเครื่องจักรของบริษัทแห่งหนึ่ง ใช้ปืนลูกซอง ยิงใส่ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระสุนกระจาย 5 เม็ด เข้าชายโครงด้านขวา 2 เม็ด ต้นขาขวา 1 เม็ด ข้อศอกขวา 1 เม็ด และกกหูด้านขวา 1 เม็ด เบื้องต้น ผู้ดูแลโกดัง ไม่ได้หลบหนี
นางนิตยา อ่อนสี แม่บ้านดูแลโกดัง เล่าว่า โกดังแห่งนี้ เจ้าของใช้เป็นสถานที่เก็บเครื่องจักรเก่า โดยก่อนหน้านี้มักมีคนร้ายเข้ามาขโมยทรัพย์สินบ่อยครั้ง แต่ยังไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ กระทั่งเมื่อวานนี้ "นายธวัชชัย" คนร้ายเข้ามาทางด้านหลังโกดัง ซึ่งเป็นช่องที่คนร้ายได้งัดไว้จนเป็นรู และมีการไล่จับกัน แต่คนร้ายสามารถหลบหนีออกไปได้ ต่อมาวันนี้ ผู้ดูแลโกดังจึงตั้งใจมาดักรอ เพื่อจับคนร้าย กระทั่งเวลาประมาณ 06.00 น. คนร้ายได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง โดยเดินลัดทุ่งนาเข้ามายังบริเวณโกดัง ขณะนั้นพบว่ามีเหล็กสแตนเลส ถังแก๊ส ถูกนำมากองเตรียมไว้เพื่อขนออกไป ผู้ดูแลโกดังมาเห็นคนร้ายกำลังขโมยของ จึงเกิดการเผชิญหน้ากัน ก่อนที่ผู้ดูแลโกดังจะใช้ปืนลูกซอง ยิงใส่ 1 นัด
หลังเกิดเหตุ ตำรวจ สภ.ท่าเรือ เข้าตรวจสอบ เก็บพยานหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ล่าสุด ผู้ดูแลโกดัง ถูกแจ้งข้อหา "พยายามฆ่า" และป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ และโจร โดนข้อหาบุกรุก และพยายามลักทรัพย์
ส่วนปืนที่ผู้ดูแลโกดังใช้ก่อเหตุ เป็นของเถ้าแก่ คดีนี้ ตำรวจมองว่า ผู้ดูแลโกดัง ตั้งใจมาดักรอโจร จึงเข้าข่ายพยายามฆ่า และป้องกันตัวเกินกว่าเหตุ ขณะที่อาการบาดเจ็บสาหัสของโจร ยังไม่พ้นวิกฤต
เรื่องนี้เปรียบเทียบได้จากความเห็นของ นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ที่โพสต์เรื่องการยิงป้องกันตัวลงในเพจฯ เฟซบุ๊ก ช่วงที่มีข้อถกเถียงเรื่องการใช้อาวุธปืนยิงป้องกันตัวจากในบ้าน ไล่ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกฎหมายอาญา มาตรา 68 เกี่ยวข้องกับสิทธิการป้องกันตัว มีหลักการโดยชอบด้วยกฎหมาย 5 ประการ คือ 1.) สิทธิที่จะป้องกันตนเอง หรือผู้อื่น 2.) มีการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย 3.) เป็นภยันตรายที่ "ใกล้จะถึง" 4.) จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิ และ 5.) กระทำไป "พอสมควรแก่เหตุ"
เพื่อความเข้าใจง่าย "สิทธิในการป้องกัน" ตามสถานการณ์จริง ให้มองแบบนี้ ถ้าภัยแค่ใกล้แต่ยังไม่มาถึงตัว "สิทธิป้องกันตามกฎหมายยังไม่เกิด" เมื่อภัยใกล้จะถึงแล้ว "สิทธิในการป้องกันเกิดขึ้นตามกฎหมาย" ขณะภัยกำลังเกิด การใช้กำลังป้องกัน ทำได้เท่าที่จำเป็น และพอสมควรแก่เหตุ เมื่อภัยลดลง ให้ใช้กำลังได้เท่าที่จำเป็น และพอสมควร และเมื่อภัยสิ้นสุด สิทธิในการป้องกันก็จะ "ยุติลง" ไปทำร้าย หรือยิงซ้ำ ไม่ได้
ยกตัวอย่างให้ละเอียดลงไปอีก ในคำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2551 มีคดีที่ผู้เสียชีวิต เดินถือมีดยาวเข้าไปในบ้านจำเลย ดุลพินิจของศาลเห็นว่า การรุกล้ำเข้ามาพร้อมอาวุธมีด ถือเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง จำเลยจึงมีสิทธิป้องกันตนเอง
การดำเนินคดีแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลาตามสถานการณ์ ช่วงแรก ยิงผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้าหา จึงยิงอีก 2 นัดจนผู้ตายล้มลง ใน 3 นัดที่ยิงไป ศาลฯ เห็นว่า "เป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุในภาวะเช่นนั้น"
แต่ช่วงหลัง หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายแล้ว จำเลยเดินเข้าไปยิงซ้ำอีก 2 นัด อันนี้ ศาลฯ เห็นว่าภัยหมดไปแล้ว การยิงซ้ำจึงเป็นการป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จึงลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุตามมาตรา 69