ป.ป.ช. ปัตตานี ลงพื้นที่ติดตามโครงการติดตั้งทุ่นแพลอยน้ำ หาดปะนาเระ วงเงิน 7.1 ล้าน กำชับตรวจสอบรายละเอียดให้รอบคอบ อย่าให้ราชการเสียประโยชน์
วันที่ 3 ก.ย. 2569 ป.ป.ช.ปัตตานี ภายใต้การอำนวยการของ นายปกครอง สุวรรณดารา ผอ.ป.ป.ช.ปัตตานี เข้าตรวจติดตามการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัดปัตตานี กิจกรรมติดตั้งทุ่นแพลอยน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง ของสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 9 (ปัตตานี) วงเงินงบประมาณ 7,183,500 บาท
จากการตรวจติดตามและรับฟังคำชี้แจง พบว่า โครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณจังหวัดปัตตานี ประจำปีงบประมาณ 2568 เนื่องจากยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จจึงได้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีงบประมาณ 2569 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพแก่ประชาชนในพื้นที่ และใช้ประโยชน์เป็นท่าเทียบเรือตรวจการณ์ทางทะเล
โครงการกำหนดให้มีการติดตั้งทุ่นแพลอยน้ำสำเร็จรูปแบบจิ๊กซอว์ บริเวณชายหาดปะนาเระ ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 100 เมตร ลักษณะเป็นรูปตัวที (T) แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 4 งวดงาน ปัจจุบันมีการส่งมอบ ตรวจรับ และเบิกจ่ายเงินแล้ว จำนวน 3 งวด คงเหลืองวดงานที่ 4 ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถดำเนินการติดตั้งได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างรอการอนุญาตจากกรมเจ้าท่า และปัจจุบันได้รับอนุญาตแล้ว
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการอนุญาตของกรมเจ้าท่ากำหนดให้ทุ่นแพลอยน้ำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นท่าเทียบเรือขนาดไม่เกิน 20 ตันกรอส โดยกำหนดให้ทุ่นแพลอยน้ำมีความกว้างไม่เกิน 2.5 เมตร ส่วนความยาวให้พิจารณาตามความเหมาะสมกับระดับความลึกของน้ำ ส่งผลให้ต้องมีการปรับลดขนาดของทุ่นจากที่กำหนดไว้เดิม สำหรับทุ่นส่วนที่เหลือจากการปรับลดขนาด หน่วยงานมีแนวทางนำไปติดตั้งเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นของชายหาดปะนาเระ จำนวน 3 จุด และพื้นที่อื่นอีก 3 แห่ง ได้แก่ ชายหาดรัชฎา ต.บางเขา อ.หนองจิก คลองยามู ต.บางปู อ.ยะหริ่ง และบริเวณสะพานไม้บานา อ.เมืองปัตตานี
จากการตรวจติดตาม ป.ป.ช.ปัตตานี ได้มีข้อสังเกตและประเด็นที่หน่วยงานควรพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องและรอบคอบ ดังนี้
1. ลักษณะและประเภทของการจัดซื้อจัดจ้าง จากลักษณะโครงการซึ่งเป็นการจัดหาทุ่นแพลอยน้ำสำเร็จรูป พร้อมอุปกรณ์ยึดโยง และนำมาประกอบติดตั้ง ณ พื้นที่ดำเนินการ โดยไม่มีลักษณะเป็นงานวิศวกรรมโครงสร้างฐานรากถาวรใต้ดินหรือใต้น้ำ ประกอบกับงบประมาณที่ได้รับจัดสรรเป็นรายจ่ายลงทุนประเภทค่าครุภัณฑ์ จึงควรพิจารณาให้ชัดเจนว่าการกำหนดประเภทการจัดซื้อจัดจ้างสอดคล้องกับลักษณะของพัสดุและงานที่ดำเนินการจริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นว่ามีลักษณะเป็น การจัดซื้อครุภัณฑ์พร้อมติดตั้ง มากกว่าการกำหนดเป็นงานจ้าง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
2. การกำหนดราคากลางและรายละเอียดค่าใช้จ่าย ควรตรวจสอบการจัดทำราคากลางให้สอดคล้องกับประเภทและลักษณะของการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากหากเป็นการจัดซื้อครุภัณฑ์พร้อมติดตั้ง การกำหนดรายการค่าใช้จ่ายบางประเภท เช่น ค่าดำเนินการในลักษณะร้อยละของมูลค่างาน รวมถึงค่าแรงที่อาจรวมอยู่ในราคาครุภัณฑ์สำเร็จรูปแล้ว อาจมีประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมหรือการคำนวณซ้ำซ้อน จึงควรตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อมิให้ทางราชการเสียประโยชน์
3. การเปลี่ยนแปลงขนาดและสถานที่ติดตั้งทุ่นแพลอยน้ำ เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนขนาดทุ่นแพลอยน้ำจากที่กำหนดไว้เดิม รวมทั้งมีแนวทางนำทุ่นส่วนที่เหลือไปติดตั้งในสถานที่อื่นนอกเหนือจากพื้นที่ที่กำหนดไว้ในโครงการ จึงควรตรวจสอบว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการและกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบหรืออนุมัติจากหน่วยงานผู้อนุมัติงบประมาณ และดำเนินการแก้ไขสัญญาหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องก่อนดำเนินการหรือไม่
4. มาตรการด้านความปลอดภัยในการเดินเรือและการใช้ประโยชน์พื้นที่ เนื่องจากทุ่นแพลอยน้ำติดตั้งอยู่บริเวณผิวน้ำและอาจอยู่ในพื้นที่ทางเดินเรือ หน่วยงานควรพิจารณาจัดให้มีระบบไฟ สัญญาณ หรือเครื่องหมายเตือนที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนในเวลากลางคืน ตลอดจนมาตรการด้านความปลอดภัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนและผู้ใช้เส้นทางสัญจรทางน้ำ
ทั้งนี้ ป.ป.ช.ปัตตานี ได้กำชับให้หน่วยงานเร่งรัดการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากหากไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ ส่งมอบ ตรวจรับ และเบิกจ่ายเงินได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 อาจส่งผลให้งบประมาณที่กันไว้เบิกเหลื่อมปีตกไป พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกขั้นตอนของการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความโปร่งใส สุจริต ถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงความคุ้มค่า ความปลอดภัย และ ประโยชน์สูงสุดของทางราชการและประชาชนเป็นสำคัญ