หนุ่มอายุ 31 ปี ร้องสื่อ-สปสช. ถูกยัดประวัติโรคร้ายแรง โดนสวมสิทธิเบิกยานาน 10 ปี ดับอนาคตการทำงาน
วันนี้ (4 ก.ย.69) หนุ่มอายุ 31 ปี พร้อมคุณแม่ เดินทางเข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรม ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขตพื้นที่จังหวัดระยอง และสื่อมวลชน หลังตรวจพบความผิดปกติในประวัติการรักษาพยาบาลของตนเองที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง โดยถูกระบุว่าเป็นโรคร้ายแรงและมีการสวมสิทธิเบิกจ่ายยาต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี ทั้งที่ไม่เคยป่วยจริง ส่งผลกระทบต่ออนาคตในการทำงานและการทำประกันชีวิตอย่างรุนแรง
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะอายุ 20 ปี ตนมีอาการปวดหัว พ่อจึงพาไปตรวจร่างกายกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกับครอบครัว ในครั้งนั้นแพทย์ลงเครื่องหมาย Question Mark ในเวชระเบียนโดยไม่ได้ระบุโรคและไม่ได้จ่ายยาใดๆ หลังจากนั้นตนก็หายเป็นปกติและเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน โดยไม่ได้กลับมารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้อีกเลย
กระทั่งปลายปี 2567 ผู้เสียหายได้ไปตรวจร่างกายเพื่อเตรียมตัวสมัครงาน แต่กลับพบข้อมูลในเวชระเบียนระบุว่า ตนเองมีประวัติป่วยเป็นโรคร้ายแรงหลายโรค ได้แก่ โรค SLE (แพ้ภูมิตัวเอง), โรคไต, โรคเบาหวาน อีกทั้งยังมีการเบิกจ่ายยาเกี่ยวกับโรคจิตเวช ยานอนหลับ และยารักษาโรคเอดส์มาโดยตลอดตั้งแต่ปี 2554 ถึง 2563 ซึ่งสร้างความตกใจและเครียดอย่างมาก เพราะตนแข็งแรงดีมาโดยตลอด
ต่อมา แพทย์คู่กรณีได้โทรศัพท์มาขอโทษพ่อของผู้เสียหายเป็นการส่วนตัว โดยยอมรับว่านำชื่อไปใช้เบิกยาจริง แต่อ้างว่านำยาไปจ่ายให้คนไข้รายอื่นและไม่ได้ทำอะไรผิด
อย่างไรก็ตามครอบครัวตั้งข้อสังเกตว่า แพทย์รายนี้มีคลินิกส่วนตัวในจังหวัดระยองด้วย และมีข้อมูลจากผู้ป่วยรายอื่นระบุว่า แพทย์เคยเบิกยาผ่านโรงพยาบาลรัฐแล้วให้นำยาไปคัดแยกที่คลินิกก่อนจ่ายให้คนไข้ จึงสงสัยว่าอาจเป็นการสวมสิทธิเบิกยารัฐไปใช้ประโยชน์ในคลินิกส่วนตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจของครอบครัวอย่างหนัก โดยคุณแม่ของผู้เสียหายเกิดความเครียดสะสมจนป่วยเป็นโรค Panic ด้วยความสงสารลูกชายที่ต้องเสียโอกาสในการทำงาน ไม่สามารถสมัครงานหรือทำประกันสุขภาพได้ ทั้งยังกังวลว่าหากเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน แพทย์อาจวินิจฉัยและจ่ายยาผิดพลาดตามประวัติเดิม แม้จะมีการแจ้งความที่ สภ.เมืองระยอง และร้องเรียนไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ระยอง ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่เรื่องกลับไม่มีความคืบหน้าและประวัติการรักษายังไม่ถูกแก้ไข ครอบครัวจึงต้องออกมาร้องสื่อเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว