"ยศชนัน" จ่อ รื้อกฎนักเรียนทุน เล็งเปิดทางฝึกงานต่างประเทศ-ดันตั้งสตาร์ตอัป ทำ Deep Tech นับเป็นการชดใช้ทุน

"ยศชนัน" จ่อ รื้อกฎนักเรียนทุน เล็งเปิดทางฝึกงานต่างประเทศ-ดันตั้งสตาร์ตอัป ทำ Deep Tech นับเป็นการชดใช้ทุน

View icon 30
วันที่ 5 ก.ย. 2569 | 14.38 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
อว. เปิดรับฟังความคิดเห็น นักเรียนทุนโอดสารพัดข้อจำกัด เงื่อนไขใช้ทุนโหด-งานไม่ตรงสาย-ภาระงานแฝงอื้อ “ยศชนัน” รับลูกเร่งรื้อกฎ เล็งเปิดทางฝึกงานตปท.-ดันตั้งสตาร์ตอัป ทำ Deep Tech นับเป็นการชดใช้ทุน

วานนี้ (4 ก.ย.) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นจาก นักเรียนทุนและนักวิจัย ในงาน “นโยบายนักเรียนทุน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายโดยตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ซึ่งจัดโดยกระทรวง อว. ร่วมกับคณะทำงานที่ปรึกษา รมว.อว. ด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยี (Tech Talents) และสมาคมนักวิจัยไทยรุ่นใหม่ (TYSA) โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ศ.นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนนักเรียนทุน เข้าร่วม ณ โรงพยาบาลศิริราช

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ในวันที่ 16 กันยายนนี้ จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการการใช้ทุนของนักเรียนทุนต่างๆ ซึ่งเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เมื่อรับเงินทุนอันเป็นภาษีของประชาชนไปเรียน จะต้องตอบให้ได้ว่าจะกลับมาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างไร ทั้งนี้ การดึงดูดกลุ่มคนเก่ง (Talents) เข้ามาทำงาน จะต้องทำให้เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ โดยสิ่งที่ต้องทำขนานกันไปคือการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และผลักดันเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศทางนวัตกรรมและผู้ประกอบการ ให้รู้สึกน่าลงทุนและอยากกลับมาต่อยอดความสำเร็จ แม้ประเทศไทยอาจไม่ได้มีงบประมาณจ้างด้วยเงินเดือนสูงเท่าบางประเทศ แต่สามารถใช้จุดแข็งจากฐานข้อมูลหรือทรัพยากรในประเทศไปใช้ทำสตาร์ตอัปให้เติบโตในระดับสากลได้ นักเรียนทุนจะทำงานอยู่ที่ไหนบนโลกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถูกผูกมัดให้อยู่แค่ในประเทศไทย หรือจะอยู่ภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ความสำเร็จและประโยชน์ต้องถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าให้กับประเทศไทยอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

ภายในงาน คณะทำงานที่ปรึกษา รมว.อว. ได้นำเสนอข้อมูล “ช่องว่างของระบบ” ที่รวบรวมจากนักเรียนทุน นำมาสู่การระดมสมองเพื่อเสนอทางออกในหลายมิติ ประเด็นแรกคือ ปัญหาการบรรจุงานที่ไม่ตรงกับสาขาความเชี่ยวชาญ สัญญารับทุนที่ขาดความยืดหยุ่น และข้อบังคับที่ต้องกลับประเทศทันทีหลังเรียนจบ ที่ประชุมจึงได้เสนอให้มีการจัดทำ Talent Pool เพื่อจับคู่ความเชี่ยวชาญของนักเรียนทุนกับความต้องการของหน่วยงานให้ตรงกัน พร้อมอนุญาตให้ย้ายสังกัดได้ทันทีหากเนื้องานไม่ตอบโจทย์ นอกจากนี้ ยังเสนอให้หน่วยงานกำหนดนโยบายประสานกับสำนักงาน ก.พ. หรือกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อปลดล็อกกฎเกณฑ์ อนุญาตให้นักเรียนทุนสามารถพำนักเพื่อฝึกงานหรือหาประสบการณ์กับบริษัทระดับโลกในต่างประเทศก่อนกลับมาใช้ทุนได้

ในมิติของ ระบบทุนวิจัยและการประเมินผล ที่ประชุมสะท้อนว่ากฎเกณฑ์การให้ทุนวิจัยในปัจจุบันมีความเข้มงวดเกินไป และระบบจัดซื้อจัดจ้างยังเป็นอุปสรรคต่อการซื้อครุภัณฑ์ขนาดใหญ่ จึงเสนอให้ปรับระเบียบการเบิกจ่ายให้ยืดหยุ่นขึ้น เปิดช่องทางจัดซื้อแบบรวมศูนย์ พร้อมทั้งฟื้นฟูทุนตั้งต้น (Seed Funding) สำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่โดยผ่อนปรนตัวชี้วัด (KPI) ไม่ให้เข้มงวดจนเกินไป รวมถึงการจัดทำแผนที่ทรัพยากร (Infrastructure Heat Map) และระบบแบ่งปันข้อมูลเฉพาะทางข้ามหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแชร์ทรัพยากรร่วมกัน ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยและองค์กรต้นสังกัดต้องมีความชัดเจนเรื่องเส้นทางอาชีพ (Career Path) กำหนดสัดส่วนภาระงานสอนและงานวิจัยให้แน่ชัด จัดการลดภาระงานแฝงหรือคอยช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อคืนเวลาให้นักวิจัย และปรับกระบวนการตั้ง KPI ให้เป็นแบบสองทาง (Bottom-up และ Top-down) ที่เข้าใจธรรมชาติของงานวิจัยอย่างแท้จริง

สำหรับการต่อยอดงานวิจัยสู่ Deep Tech และ Startup กลุ่มนักเรียนทุนได้เสนอแนวทางสร้าง "ทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ" (Low-risk pathway) เพื่อสนับสนุนให้นักวิจัยออกไปทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม โดยขอให้มีการปลดล็อกให้นำเวลาในการไปก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัป หรือการเข้าไปทำงานในบริษัทเอกชนที่ได้รับการรับรอง มานับรวมเป็นเวลาชดใช้ทุนได้ ตลอดจนอนุญาตให้นำผลงานความสำเร็จจากสตาร์ทอัปไปนับเป็นหนึ่งใน KPI สำหรับการขอตำแหน่งทางวิชาการ พร้อมทั้งเสนอให้ สปอว. ช่วยจัดตั้งกองทุนตั้งต้น (Pre-seed funding) ในลักษณะเดียวกับ TED FUND สำหรับนักเรียนทุนโดยเฉพาะ และสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนครบวงจร เช่น การมีทีมที่ปรึกษาด้านกฎหมายและทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การเชื่อมโยงแหล่งทุน และการจัดตั้งระบบพี่เลี้ยง (Mentorship) ที่มีประสบการณ์ตรงในภาคอุตสาหกรรมมาช่วยประคับประคอง

ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ได้ตอบรับข้อเสนอจากเวที โดยระบุว่าจะรับเรื่องทั้งหมดไปพิจารณา และจะเร่งตรวจสอบการออกกฎกระทรวงว่ามีระเบียบใดที่สามารถดำเนินการปลดล็อกได้ทันที พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวถึงแนวทางการผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่าน "การทูตเชิงวิทยาศาสตร์" ซึ่งมีข้อจำกัดด้านภูมิรัฐศาสตร์น้อยกว่า รวมถึงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบมหาวิทยาลัยให้เป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักวิจัย สตาร์ทอัป และนักลงทุนเข้าด้วยกันโดยอัตโนมัติ เพื่อเอื้อให้เกิดการทำงานที่ง่ายขึ้นและขับเคลื่อนศักยภาพของบุคลากรไทยให้เป็นพลังพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม