ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้กรมประมง ทำแผนระงับยับยั้งการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ภายใน 180 วัน

ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้กรมประมง ทำแผนระงับยับยั้งการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ภายใน 180 วัน

View icon 48
วันที่ 8 ก.ย. 2569 | 14.59 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
ศาลปกครองกลาง พิพากษาให้กรมประมง ทำแผนระงับยับยั้งการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ภายใน 180 วัน ให้ รมว. กระทรวงมหาดไทย สั่ง ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม ประกาศเป็น “เขตภัยพิบัติ”  

วันที่ 8 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ในคดีที่ผู้ฟ้องคดีรวม 54 คน ฟ้องกรมประมง ที่ 1 กับพวกรวม 18 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี)

โดยศาลปกครองกลางมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า เมื่อกรมประมง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1) ทราบอยู่แล้วว่า หากมีการอนุญาตให้ผู้ร้องสอดนำปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการวิจัยตามคำขอ อาจจะส่งผลกระทบต่อพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองของประเทศไทย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่านับตั้งแต่มีการอนุญาตให้บริษัทแห่งหนึ่ง (ผู้ร้องสอด) นำปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามใบอนุญาต ลงวันที่ 12 พ.ย. 2553  กรมประมง โดยอธิบดีกรมประมง ไม่เคยมีการดำเนินการควบคุม ตรวจสอบการศึกษาวิจัยกรณีการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวของบริษัทฯเลยว่าได้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการนำเข้าปลาสายพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่

กรณีจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้นกำหนด เมื่อต่อมาได้เกิดปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำในช่วงปี 2555 – 2559 ซึ่งไม่ว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการกระทำของบริษัทหรือไม่ กรมประมง โดยอธิบดีกรมประมงย่อมมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

และแม้ว่ากรมประมง โดยอธิบดีกรมประมงได้จัดทำมาตรการในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำหลายมาตรการ โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ 2567 – 2570 และได้ดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมาโดยตลอด จนกระทั่งสามารถทำให้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงความชุกชุมของปลาหมอสีคางดำตามกลุ่มแหล่งน้ำมีแนวโน้มลดลงในทุกกลุ่มแหล่งน้ำ แต่โดยที่ผลสำเร็จจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวถือเป็นเพียงความสำเร็จในเบื้องต้นเท่านั้น ตราบใดที่มาตรการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ยังไม่ได้นำมาใช้อย่างครบถ้วนและปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำยังไม่หมดสิ้นไปหรืออยู่ในสถานการณ์ที่เกิดความสมดุลของระบบนิเวศ กรณีต้องถือว่า กรมประมง โดยอธิบดีกรมประมงยังคงมีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติต่อไป

สำหรับกรณีการประกาศให้พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินเพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ฟ้องคดีทั้งห้าสิบสี่ นั้น เห็นว่า กรมประมง และอธิบดีกรมประมง ได้ทราบถึงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามหนังสือตอบข้อหารือของอธิบดีกรมบัญชีกลาง และได้มีหนังสือขอความร่วมมือให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ประกอบกับอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้มีหนังสือแจ้งหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามมติคณะทำงานพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหา

การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับประกอบการพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามได้ดำเนินการออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงคราม ในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน และประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด กรณีจึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร

สำหรับกรณีผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คนฟ้องขอให้ กรมประมง และผู้ถูกฟ้องคดีทั้ง 18 ราย พิจารณาดำเนินการเรียกร้องให้บริษัทฯ และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐอันเกิดจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำตามมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 นั้น เห็นว่า การพิจารณาดำเนินการดังกล่าวมิได้มีผลเป็นการแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อนหรือเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คน ผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 คนจึงมิใช่ผู้มีสิทธิฟ้องคดีในส่วนนี้

ศาลจึงพิพากษา ดังนี้

1. ให้กรมประมง โดยอธิบดีกรมประมงปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ตามที่พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่การแพร่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567 – 2570 และมาตรการอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อไป โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 5) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 6) ร่วมกันกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อให้การปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ของกรมประมง โดยอธิบดีกรมประมงบรรลุผล โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 180 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 17) พิจารณาสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามพิจารณาออกประกาศให้จังหวัดสมุทรสงครามในพื้นที่อำเภออัมพวา อำเภอเมืองสมุทรสงคราม และอำเภอบางคนที เป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ฟ้องคดีทั้ง 54 เฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำหรือปลาหมอคางดำตามหลักเกณฑ์และแนวทางการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562 ต่อไป โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

3. ยกฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 7 ถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ 16 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 18

4. คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง