บุกช่วย นศ.สาว วัย 22 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจปลอม สั่งให้หลอกพ่อว่าได้ทุนเรียนต่อ บังคับโอนเงินกว่า 1.7 ล้านบาท

บุกช่วย นศ.สาว วัย 22 ปี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็นตำรวจปลอม สั่งให้หลอกพ่อว่าได้ทุนเรียนต่อ บังคับโอนเงินกว่า 1.7 ล้านบาท

View icon 42
วันที่ 12 ก.ย. 2569 | 15.39 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
วันนี้ (12 ก.ย. 69) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลปฏิบัติการช่วยเหลือนักศึกษาถูกมิจฉาชีพหลอกมอบทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ บังคับให้โอนเงินสด 1 ล้านบาท

โดยอ้างเพื่อแสดงยอดเงินในบัญชี ซึ่งเคสนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สส.2 บก.สส.ภ.1 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.จุฬาลงกรณ์, สภ.คลองหลวง และตำรวจภูธรจ.ปทุมธานี เข้าช่วยเหลือนักศึกษาหญิง อายุ 22 ปี ที่อยู่ในอาการหวาดกลัว ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

หลังพบว่าเมื่อวันที่ (5 ก.ย. 69) ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิจิตร มาหลอกลวงผู้เสียหายว่า มีบุคคลนำสำเนาบัตรประชาชน และใช้เบอร์โทรศัพท์ที่ระบุเป็นชื่อของผู้เสียหายไปเปิดบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งที่สาขาพิจิตร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน

ก่อนจะออกกลอุบายว่า ได้มีการสอบปากคำผู้ต้องหารายหนึ่งที่เป็นคนนำสำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดบัญชี ได้ซัดทอดว่าผู้เสียหายเป็นคนขายสำเนาบัตรประชาชนให้เนื่องจากขัดสนทางการเงิน และยินยอมให้ไปเปิดบัญชีม้า แลกกับค่าตอบแทน 10-20%

แต่ในคราวแรกนั้นผู้เสียหายยังไม่ปักใจเชื่อ จนกระทั่ง ได้รับสายโทรศัพท์จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกสายที่อ้างตัวเป็นเครือข่ายโทรศัพท์สำนักงานใหญ่ แจ้งว่า มีบุคคลนำเลขประจำตัวบัตรประชาชนของตนไปซื้อซิมโทรศัพท์ที่ร้านแห่งหนึ่งใน จ.พิจิตร แต่ผู้เสียหายก็ยังไม่เชื่อ และยืนยันว่าไม่เคยเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ไหน

มิจฉาชีพจึงออกอุบายว่าหากไม่ใช่ ให้รีบแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ผู้เสียหายตัดสินใจโทรศัพท์กลับไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอม คนเดิม ที่เคยคุยโทรศัพท์ก่อนหน้านี้

จากนั้นมิจฉาชีพจึงใช้กลลวงรูปแบบเดิม ด้วยการให้ผู้เสียหายยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยการโอนเงิน 1 ล้านบาทเข้าบัญชีตามคำสั่ง แต่เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว มิจฉาชีพจึงสร้างเรื่องให้ผู้เสียหายไปหลอกขอเงินจากผู้ปกครอง

โดยให้อ้างว่า ได้รับทุนการศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา แต่มีเงื่อนไขว่า ต้องนำเงินจำนวน 1 ล้านบาทฝากไว้ที่บัญชีธนาคาร เพื่อตรวจสอบและยืนยันสถานะทางการเงิน โดยคนร้ายอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนเท่านั้นและจะคืนเงินให้หากพบว่าผู้เสียหายไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และขอเงินจากพ่อ 1 ล้านบาทให้โอนเข้าบัญชีส่วนตัวของผู้เสียหาย

แต่ระหว่างนั้น มิจฉาชีพสั่งให้เหยื่อตัดขาดการติดต่อจากบุคคลรอบข้าง ห้ามบอกเรื่องนี้ให้ครอบครัวเด็ดขาด โดยให้ไปหาสถานที่อยู่เพียงลำพัง เพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จ ด้านผู้เสียหายจึงออกจากบ้านไปเช่าห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อยู่ไม่ไกลจากบ้าน และในช่วงเวลา 16.04 น. ผู้เสียหายโอนเงินจำนวน 1 ล้านบาทไปยังบัญชีของเครือข่ายมิจฉาชีพ

ต่อมามิจฉาชีพได้เปลี่ยนการติดต่อกับผู้เสียหายผ่านแอปพลิเคชัน “เทเลแกรม” และให้ผู้เสียหายโอนเงินให้เพื่อให้อีก 5 ครั้ง ต่อเนื่องวันที่ 7-8 ก.ย.69 เป็นจำนวนเงินดังนี้ 9,806 บาท, 590,000 บาท, 16,000 บาท, 4,830.83 บาท และ 162,831.57 บาท ตามลำดับ

โดยเงินส่วนทั้งหมดนี้เป็นเงินส่วนตัวของผู้เสียหาย และหยิบยืมจากญาติ รวมผู้เสียหายสูญเงินจากการโอนให้มิจฉาชีพ 6 ครั้ง เป็นจำนวน 1,783,468.50 บาท

จากการสอบถาม พ่อของผู้เสียหาย ให้การว่า ภายหลังที่โอนเงินเข้าบัญชีให้ผู้เสียหาย (ลูกสาว) แล้ว เกิดสงสัยว่า บริษัทที่มอบทุนให้กับผู้เสียหายมีจริงหรือไม่ จึงค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าพบบริษัทดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดการบริษัทไม่ตรงกันกับที่ผู้เสียหายแจ้ง

เนื่องจากข้อมูลที่พบในอินเทอร์เน็ต บริษัทดังกล่าวมีผู้จัดการเป็นผู้หญิง แต่ผู้เสียหายอ้างว่า ผู้จัดการบริษัทเป็นผู้ชาย จึงทักท้วงและชี้แจงจุดน่าสงสัยเพื่อให้ผู้เสียหายระมัดระวังก่อนดำเนินการใด ๆ แต่ผู้เสียหายไม่เชื่อและออกจากบ้านไป
กระทั่งขาดการติดต่อกับที่บ้านไปเลย ทำให้พ่อของผู้เสียหายเชื่อว่า ลูกสาวถูกมิจฉาชีพหลอกลวง จึงเดินทางเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ (8 ก.ย. 69) เวลา 11:23 น. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยอายัดบัญชีและติดตามตัวผู้เสียหาย

ต่อมาวันที่ (9 ก.ย. 69) เจ้าหน้าที่ได้ประสานงานและสืบสวนกระทั่ง ทราบว่าพักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำกำลังเข้าช่วยเหลือ ซึ่งขณะนั้น ผู้เสียหายอยู่ในอาการหวาดกลัว พูดจาวกวน และตรวจพบภายในห้อง มี ธนบัตรเก่าและเหรียญซึ่งเป็นของสะสมของผู้เป็นพ่ออยู่จำนวนหนึ่ง และทองคำ 3 รายการ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจนำผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ ที่ สภ. คลองหลวง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง