ไม่ปรับ ครม. “อนุทิน” ชม “รมต.ลูกเทพ” ขยันทำงานทุกคน ประสานข้าราชการประจำ แจงข้อกังขาได้ทุกเรื่อง ยัน ไร้สัญญาใจ “กล้าธรรม” หลังโหวตหนุนงบฯ 70
วันนี้ (13 ก.ย.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสมการทางการเมืองหลังลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านร่วมโหวตให้ด้วยว่า การเมืองก็เป็นพลวัตแบบนี้โดยตลอด เราต้องดูว่าหากรัฐบาลนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายค้านบางพรรคก็เห็นชอบด้วย หมายความว่าจากที่มี สส.กว่า 290 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากทำในสิ่งที่ดี คนที่เป็นผู้แทนราษฎรเขาจะให้การสนับสนุน แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง และเราได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้น มากกว่าที่คิดว่ามีอยู่ จึงสะท้อนอย่างอื่นไม่ได้ แม้กระทั่ง สส.พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรม ก็เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนและส่วนรวม ท่านก็ให้การสนับสนุนเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีกำลังใจ และมั่นใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริง ๆ
เมื่อถามว่า มีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นท่าทีที่เขาเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นกับประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือทั้งหลายเกิดขึ้น
เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี ภายหลังการผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจของแต่ละท่าน รัฐมนตรีทุกคนไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำก็ทำงานอย่างเต็มที่ ชี้แจงทำความเข้าใจ และหาคำตอบให้กับพี่น้องประชาชนในประเด็นที่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัยได้ทุกเรื่อง
เมื่อถามว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพ ตรงตามใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีหรอกรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนตนคัดเลือกมาด้วยตัวเอง เป็นอันเข้าใจกันว่า คนทุกคนจะมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ หากยังทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์กับส่วนรวมก็ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เรื่อย ๆ
เมื่อถามย้ำว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพเป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจระบบราชการ แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ตอนนี้เห็นอย่างชัดเจนว่าแต่ละคนขับเคลื่อนงานของตนเองด้วยความมั่นใจ มีการสนับสนุนการทำงานเป็นทีมร่วมกับทุกฝ่ายได้มากขึ้น และแบ่งเบาภาระของตนได้เยอะ