สว. ตั้งกระทู้ จี้ “รัฐบาล-พศ.” แก้วิกฤตศรัทธาศาสนา

สว. ตั้งกระทู้ จี้ “รัฐบาล-พศ.” แก้วิกฤตศรัทธาศาสนา

View icon 15
วันที่ 14 ก.ย. 2569 | 12.02 น.
ข่าวออนไลน์7HD
แชร์
สว. ตั้งกระทู้ จี้ “รัฐบาล-พศ.” แก้วิกฤติศรัทธาศาสนา “ปกรณ์” รับสะเทือนใจไม่น้อย ปมฉาว “อดีตพระโชติ-สีกาเอ๋” บอกเพิ่งได้รับงบฯ70 เตรียมเร่งจัดระบบ ฐานข้อมูลวัด-พระ-เงินบริจาค เข้าระบบออนไลน์

การประชุมวุฒิสภาวันนี้ (14 ก.ย.69) นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีประเด็นวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาคสอง โดยตั้งคำถามการตรวจสอบ และกำกับของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส่ รวมไปถึงพระต่างชาติ พระเมียนมา ที่หาผลประโยชน์ในประเทศไทย หลังเกิดกรณี ของสมีโชติ และสีกาเอ๋ ยักยอกเงินวัด

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับ ดูแล พศ. ชี้แจงว่า ฐานะที่ตนเป็นชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดมาก่อน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกว่าชาวพุทธ กับเหตุที่เกิดขึ้นไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาล หากศึกษาพระธรรมวินัยเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความประพฤติที่มิชอบของคนที่อยู่นอกรีต  ตนฐานะกำกับ พศ. รับทำงานจากรัฐบาลชุดก่อนที่ทำสืบต่อมา สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ ทำฐานข้อมูลกลาง  เพื่อทำข้อมูลพระ เพื่อช่วยมหาเถรสมาคมตรวจสอบ ฐานข้อมูลพระปัจจุบันยังไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ พศ. ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดมีพระ  2 แสนรูป ทำทะเบียนไปแล้ว 1.8 แสนรูป หรือ คิดเป็น 89% สามารถตรวจสอบประวัติได้ ทั้งนี้ปี 2570 ได้งบประมาณเพื่อทำฐานข้อมูลพระ คาดว่า จะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นายปกรณ์ ระบุต่อจากนั้น คือทำทะเบียนวัด โดยปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4.4 หมื่นวัด ฐานข้อมูลต้องนำมารวม เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ต้องบริหารจัดการให้เรียบร้อย โดยต้องทำระบบจัดการทรัพย์สินของวัด ระบบศาสนสมบัติกลาง ระบบบริหารจัดการนิตยภัต และระบบกฎหมายและมติมหาเถรสมาคม เพื่อทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัล และออนไลน์ทั้งหมด

“สำหรับบัญชีวัดจะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และเชื่อมโยงเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ทำด้วยมือ ตรวจได้ทุกสิ้นเดือน ระบบบริจาค อี-โดเนชัน จาก 4.4 แสนวัด ทำแล้ว 4.2 หมื่นวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัด ไม่อยากให้นำไปใช้ช่องทางก่อเหตุสลดใจเยี่ยงนี้ หากเงินบริจาคเข้าระบบจะลดปัญหาติดตามและตรวจสอบได้”

ส่วนประเด็นพุทธพาณิชย์ นายปกรณ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่หาทางแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่หากทำวัตถุมงคลการบริจาคต้องเข้าวัด ไม่มีประโยชน์ทางอื่นหรือรับส่วนตัว หรือตั้งมูลนิธิ หรือสมาคมรองรับ ก็จะสามารถป้องกันได้ เพราะตรวจสอบได้ว่าพระรูปไหนไม่รับเงิน แต่มีพฤติกรรม ไม่ออกบิณฑบาตร แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์ แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด จะสามารถตรวจสอบได้

ขณะที่บทบาทของมหาเถรสมาคม มีมติเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่า ต้องเป็นเจ้าอาวาส หรือ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย แต่การเปิดบัญชีวัดไม่ได้เชื่อมกับระบบออนไลน์ทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่จะพยายามทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่การบัญชีรับจ่าย ต้องทำและส่งให้ พศ.จังหวัดตรวจทุกเดือน

“พฤติกรรมของพระบางรูป ต้องแยกจากพระพุทธศาสนา ขอเรียกร้องให้รณรงค์ช่วยเหลือพระพุทธศาสนา และมหาเถระสมาคมดำรงไว้ซึ่งศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะพูดน้อยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดีต่อคณะสงฆ์ คลิป ข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นดรามาคนไทยชอบ และแชร์ แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ไม่ถูกใจเรา ควรพิจารณาว่าควรพูดสร้างประเด็นที่มีปัญหาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอความอนุเคราะห์ สว.ช่วยผม รัฐบาล มหาเถรสมาคมอีกแรง เรื่องไหนที่ไม่ดีไม่ต้องกระพือมาก ส่วนเส้นทางเงินที่จับได้ จะสืบต่อไปโดย ปปง. และ ปปท. ดูแลเรื่องคดี”

ทั้งนี้เมื่อนายปริญญา ตั้งคำถามปีนี้ภาคสอง ไม่อยากให้ปีหน้าเกิดภาคสาม นายปกรณ์ ชี้แจงว่า พยายามทำข้อมูลทั้งหมด จะพยายามทำให้ดีที่สุด  ทั้งนี้ พศ.รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ และไม่ชอบที่ถูกตำหนิว่าไม่ทำหน้าที่ ส่วนกรรมการเถรสมาคม ปฏิบัติตามมติเถรสมาคมทุกอย่าง และตรวจสอบได้ สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจะนำไปทำส่วนที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง