สื่อฯ นอก รายงาน ไทยและกัมพูชา เตรียมเข้าสู่กระบวนการประนอมโดยมีตัวกลางที่ประเทศสิงคโปร์ ในสัปดาห์นี้ หารือเกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องทรัพยากรทางทะเล ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
วันนี้ (14 ก.ย. 69) สำนักข่าว AFP รายงานว่า ไทยและกัมพูชา จะเข้าสู่กระบวนการประนอมโดยมีผู้ไกล่เกลี่ยระดับนานาชาติในประเทศสิงคโปร์ ในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทที่มีมาอย่างยาวนานเรื่องทรัพยากรทางทะเลอันมีค่า ที่เป็นความขัดแย้งล่าสุดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
ทางกัมพูชาได้เริ่มกระบวนการไกล่เกลี่ยภายใต้การสนับสนุนของสหประชาชาติ ที่ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) หลังจากที่ไทย ถอนตัวจากข้อตกลงที่จะร่วมมือกันแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่นอกชายฝั่งอ่าวไทย
โดยบันทึกความเข้าใจฉบับปี ค.ศ.2001 หรือที่รู้จักกันในชื่อ MOU 2544 ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่และอุดมไปด้วยทรัพยากร ซึ่งมีขนาดประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร และเป็นพื้นที่ที่ทั้งกัมพูชาและไทยต่างอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนดังกล่าว
ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงกรอบความร่วมมือดังกล่าวเพียงฝ่ายเดียว โดยให้เหตุผลว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เกิดขึ้นในการดำเนินการตามข้อตกลงนี้
ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีไทย ปฏิเสธว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งชายแดนที่คุกรุ่นกับกัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นเป็นการปะทะกัน 2 รอบในปีที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และผู้พลัดถิ่นกว่าล้านคน ก่อนที่จะมีการตกลงหยุดยิงกัน
ทางกัมพูชาอ้างเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ฝ่ายกัมพูชาจำต้องหันไปใช้กระบวนการประนอม "หลังจากที่ไทยยกเลิกกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ตกลงกันไว้ฝ่ายเดียว" ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศใช้ในการ "เจรจาเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาเป็นเวลากว่า 20 ปี"
ทาง ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ"
โดยผู้แทนของทั้งสองประเทศมีกำหนดจะแถลงเปิดในวันอังคาร (15 ก.ย. 69) ต่อหน้าคณะผู้ไกล่เกลี่ยซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำนวน 5 คน ณ ที่ทำการของศาลอนุญาโตตุลาการ ในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งคาดว่านายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา จะเป็นผู้กล่าวเปิดงาน ตามด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย
ทั้งนี้ ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2442 ถือเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลเพื่อระงับข้อพิพาทที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศและคู่กรณีที่เป็นเอกชนผ่านการอ้างอิงสัญญา ข้อตกลงพิเศษ และสนธิสัญญาต่าง ๆ อาทิ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งสำนักงานของ PCA ในสิงคโปร์ ถือเป็นสำนักงานแห่งแรกในเอเชียของศาล PCA ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และกระบวนการพิจารณาตัดสินจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งทั้งกัมพูชาและไทยต่างยินดีกับโอกาสในการนำเสนอจุดยืนของตน
ทางกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ระบุในแถลงการณ์ว่า การประชุมครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในกระบวนการสันติวิธีที่กัมพูชาเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งทางทะเลระหว่างกัมพูชกับไทย ซึ่งทางการกัมพูชาแสดงความหวังว่ากระบวนการนี้จะช่วยให้กัมพูชาและไทยสามารถบรรลุ "ข้อตกลงที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับข้อพิพาททางทะเล" และเปิดทางไปสู่การสำรวจทรัพยากรน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีปริมาณมหาศาล ซึ่งกระทรวงพลังงานของไทย ประเมินว่า รายได้ในอนาคตจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของทั้งสองประเทศนั้น มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 9.9 ล้านล้านบาท)
ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทย ระบุว่า พร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่และสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย อีกทั้งยังคงยึดมั่นใน "การปกป้อง" ผลประโยชน์ของชาติ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าทั้งการถอนตัวของไทยและการยื่นเรื่องขอไกล่เกลี่ยของกัมพูชานั้น มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
ทาง “วิลเลียม โจนส์” ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองระหว่างประเทศจากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ของไทย เขียนไว้ในนิตยสาร The Diplomat ว่า ความเคลื่อนไหวนี้มีเจตนาเพื่อแสดงถึงความเข้มแข็ง และส่งสัญญาณไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า มรดกทางการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งรัฐบาลในสมัยของทักษิณได้ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับปี 2001 (MoU 44) ขึ้นมานั้น ได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว
ส่วนกรณีของกัมพูชานั้นทาง “วิลเลียม โจนส์” ระบุว่าถือเป็น "หมากเกมทางการเมืองที่ชาญฉลาด" ของ ฮุน มาเนต หลังจากที่กัมพูชาต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้ทางทหารบริเวณชายแดนภาคพื้นดินและยังคงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อเทียบกับไทย ทาง ฮุน มาเนต จึงเลือกใช้แนวทางทางกฎหมายซึ่ง "มีต้นทุนต่ำแต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูง"