ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืน รับฟ้องแบบกลุ่ม คดีปลาหมอคางดำ พร้อมนัดชี้สองสถาน-ฟังคำสั่งเป็นคดีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ 30 พ.ย. นี้ ด้านบริษัทเอกชน ยัน เคารพคำสั่งศาล พร้อมพิสูจน์ในชั้นศาล
วันนี้ (14 ก.ย.69) ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งชั้นอุทธรณ์คดีที่ ตัวแทนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 10 คน เป็นโจทก์ ฟ้องบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และกรรมการบริษัทที่เกี่ยวข้องอีกรวม 9 คน เป็นจำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น อนุญาตให้ดำเนินคดีปลาหมอคางดำเป็นแบบกลุ่ม โดยศาลเห็นว่ากลุ่มชาวบ้านมีคุณสมบัติโดยชอบ ส่วนคำอุทธรณ์คัดค้านของจำเลยทั้ง 9 ฟังไม่ขึ้น
ภายหลังฟังคำสั่ง ว่าที่ ร.ต.สมชาย อามีน ประธานอนุกรรมการฝ่ายคดีสิ่งแวดล้อมและปฏิบัติการ สภาทนายความ กล่าวว่า วันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้เป็นคดีแบบกลุ่ม โดยให้ศาลชั้นต้นรับพิจารณาคดีแบบกลุ่มพร้อมนัดชี้สองสถานในวันที่ 30 พ.ย.นี้ และในวันดังกล่าวศาลจะมีคำสั่งในคำร้องที่จำเลยยื่นขอให้พิจารณาว่า คดีที่รับดำเนินคดีแบบกลุ่มเป็นคดีสิ่งแวดล้อมหรือไม่ โดยศาลให้วางเงินจำนวน 50,000 บาท ซึ่งเป็นค่าใช่จ่ายในการประกาศหนังสือพิมพ์ 3 วันติดต่อกัน และค่านำส่งหนังสือบอกกล่าวสมาชิกกลุ่ม เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม คนที่เป็นสมาชิกบางคนอาจจะไม่เคยปรากฎชื่อมาก่อน แต่ได้รับความเสียหาย ซึ่งการฟ้องแบบกลุ่มจะผูกพันทุกคนที่เป็นสมาชิก ยกเว้นเมื่อศาลประกาศคำสั่งแล้วมีการถอนตัวก็จะหลุดจากสมาชิกกลุ่ม
ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีสิ่งแวดล้อม เนื่องจากภาระในการพิสูจน์จะตกเป็นของฝ่ายผู้ประกอบการ ถ้าศาลมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีแบบกลุ่มและคดีสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน ชาวบ้านจะได้เปรียบในการดำเนินคดี
ว่าที่ ร.ต สมชาย กล่าวอีกว่า ตนคาดว่าคดีนี้จะเริ่มพิจารณาสืบพยานปากแรกได้ภายใน 2570 และเชื่อว่าศาลจะมีคำพิพากษาภายในปลายปี 2570 เช่นเดียวกัน แต่ในส่วนของจำนวนพยานตนยังไม่ขอเปิดเผย
ต่อมา บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ชี้แจงว่า บริษัทได้รับทราบคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้คดีดังกล่าวสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ศาลกำหนด ซึ่ง CPF ได้ชี้แจงในหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินคดีเท่านั้น ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าบริษัทมีความรับผิดตามข้อกล่าวหา หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้อง โดยคดีจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นต่อไป
บริษัทฯ เคารพคำสั่งของศาลและกระบวนการยุติธรรม พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี โดยจะนำเสนอข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นแห่งข้อพิพาท สำหรับจำนวนค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามขั้นตอนกฎหมาย ทั้งนี้ ผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ขอบเขตของกลุ่ม ผลการพิจารณาในประเด็นแห่งคดี และคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่เกี่ยวข้อง จึงยังไม่สามารถสรุปผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในขณะนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค.68 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้เป็นคดีแบบกลุ่ม โดยให้เหตุผลว่ามีการบรรยายคำฟ้องที่ชัดเจนและมีผู้เสียหายจำนวนมาก รวมถึงทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้มีประสบการณ์ในการทำคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและลงพื้นที่ไปตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขี้นมาแล้ว แต่ทางคู่ความคือบริษัทเอกชนกับจำเลยทั้ง 9 ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง ศาลจึงนัดฟังคำสั่งชั้นอุทธรณ์อีกครั้งในวันนี้