ประธาน กกต. แจงละเอียดยิบ เหตุผลไม่ฟ้อง "เนวิน-กก.บห.ภูมิใจไทย" คดีฮั้ว สว. พยานปากเอกไร้น้ำหนัก เชื่อถือไม่ได้มาตั้งแต่ต้น ถูกขับจากพรรคเพราะโดนศาลตัดสินจำคุกคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ มีความขัดแย้งทางการเมือง ต้องยอมรับ รธน. ออกแบบมาให้การได้มาซึ่ง สว. ซับซ้อนมาก การมีชื่อในโพยจึงไม่ใช่หลักฐานเดียว ฝากถึงนักวิชาการต้องเป็นหลักให้บ้านเมือง อย่าชี้นำผิด ๆ อย่าคิดว่าอยู่หน้าสื่อแล้วจะพูดอะไรก็ได้
คดีฮั้ว สว. หลังการแถลงมติของคณะกรรมการ กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนกรณีไม่ยื่นฟ้อง สส. กรรมการบริหารพรรค และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพราะหลักฐานไม่เชื่อมโยงกันอย่างไร โดย ประธาน กกต. ระบุว่า ข้อกล่าวหาที่ 1-2 เชื่อมโยงกัน ผู้ถูกร้องทั้ง 21 คน รวมถึง นาย น. ซึ่งก็คือนายเนวิน มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า เข้าไปช่วยเหลือ สว. 140 คน กกต. ดูพยานหลักฐานและคำชี้แจง ในสำนวนนี้ มีพยานรหัสที่ 16/26 , 21/26, 22/26, 25/26 และนางกุสุมาวตี ศิริโกมุท เป็นพยานอ้างว่า คนเหล่านี้กระทำความผิด แต่มีประจักษ์พยานคนเดียว คือ รหัสที่ 16/26 ให้ถ้อยคำว่ารู้เห็นใน 4 เหตุการณ์
เหตุการณ์แรก เดือน เม.ย. 67 กก.บห.คนรุ่นใหม่ นำโดยนายภราดร ปริศนานันกุล วางแผนฮั้ว สว. มีการคิดค้นโปรแกรมคำนวณสูตร โดยพยานอ้างว่าทราบมาจากเพื่อน สส. และ กก.บห. พรรคภูมิใจไทย
เหตุการณ์ที่ 2 เป็นช่วงเลือก สว. หลังการเลือกระดับจังหวัด ก่อนเลือกระดับประเทศ มีการประชุม กก.บห. พรรคภูมิใจไทย ที่ กทม. ผู้บรรยาย คือนายภราดร และนายไชยชนก ชิดชอบ มีนายเนวิน และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน พยานรหัส 16/26 อ้างว่าเข้าประชุมด้วย
เหตุการณ์ที่ 3 พยานรหัสที่ 16/26 กับพวกไปที่ ม.เทคโนโลรีราชมงคล สุวรรณภูมิ เพื่อทำโพยฮั้ว มีทีมติวเตอร์ คือ นาง สุขสำรวย วันทนียกุล พร้อมทีมนักศึกษา เข้ามาติวการทำโพย
เหตุการณ์ที่ 4 พยานรหัสที่16/26 นำ สว.ในสายของตน ไปรับมอบนโยบายจากนายเนวินที่ รร.พูลแมน
ประธาน กกต. บอกว่า จากความเห็นของตน กรณีนี้เป็นการเลือก สว.ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย.67 ต่อมา กกต.ประกาศผล ในวันที่ 10 ก.ค.67 และมีเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ว่าการเลือก สว. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาวันที่ 18 มี.ค.68 หลังเลือก สว. ได้รับทราบตามรายงานว่า ดีเอสไอมีหนังสือ แจ้งเรื่องรับเรื่องไว้สอบสวน กรณีมีผู้ร้องให้สอบการเลือก สว. 3 คำร้อง จึงเสนอ กกต.ให้รับเรื่องไต่สวนกรณีความปรากฎ โดยครั้งนั้นไม่มีข้อกล่าวหา กก.บห. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้ง 21 คน กกต. จึงตั้งอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ไต่สวนเรื่อยมา โดยคนที่ถูกร้องมีชื่อลำดับที่ 1-7 ของโพย
กระทั่งวันที่ 10 มิ.ย.68 กกต. ได้รับรายงานจากคณะฯ ที่ 26 ว่ามีผู้กระทำความผิด รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อให้ กกต.ไต่สวน ซึ่งเป็นเวลาภายหลังการรับคำร้อง การแจ้งข้อกล่าวหานี้ เพราะมีพยานบุคคลมาให้ถ้อยคำว่า กลุ่มคน 21 คน ร่วมกระทำความผิด
ประเด็นที่เห็น คือ การเลือก สว. ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมพยานรหัสนี้ไม่เคยออกมาให้ข้อมูล แต่มาให้ถ้อยคำกับคณะฯที่ 26 เมื่อเวลาล่วงเลยมาประมาณ 1 ปี และช่วงนั้น พยานรหัส 16/26 เคยเป็น สส. พรรคภูมิใจไทย ต่อมาพรรคมีมติให้พ้นจากพรรค เพราะเหตุศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษา ว่ามีความผิดฐานยักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ความเสียหายหลายร้อยล้านบาท ถูกศาลสั่งลงโทษจำคุก พยานจึงย้าย ไปสังกัดกล้าธรรม ซึ่งระหว่างนั้น ภท.-กธ. มีความขัดแย้งไม่ลงรอยทางการเมือง โดยพยานได้มาให้ถ้อยคำ และขอกันตัวเองออกเป็นพยาน มีมูลเหตุน่าสงสัย จึงต้องฟังด้วยความระมัดระวัง
พยานปากนี้ บอกว่า เหตุการณ์ที่ 1-2 เกิดที่พรรค ภท. มีแต่พยานปากนี้คนเดียวที่ออกมายืนยัน อีกทั้งในเหตุการณ์ ไม่ได้มีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่กลับไม่ปรากฎหลักฐานอื่นเลย ที่ชี้ว่ามีการกระทำผิด และไม่ปรากฎหลักฐานว่าโปรแกรมมีลักษณะอย่างไร เส้นเงินจ่ายให้ใครก็ไม่มี พยานระบุไม่ได้เลยบว่าใครรับเงิน รับกันอย่างไร
ขณะที่พยานอีก 2 ปาก คือ รหัสที่ 21/26 และ 22/26 เป็น สว.ทั้งคู่ เป็นพยานประกอบ ให้การว่าอยู่ในเหตุการณ์จัดทำโพยกับทีมเจ๊รวย ที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคล สุวรรณภูมิ แต่คำให้การมีความแตกต่าง ไม่สอดคล้อง และพยานยังมีหนังสือถึงประธาน กกต. ขอกลับคำให้การ
นายณรงค์ กล่าวว่า ตนเคยเป็นศาลมาก่อน ลงโทษพยานที่กลับคำให้การมาเยอะ เขามาให้การหลังเหตุการณ์ผ่านไปนาน และมีความผิดในคดียักยอกเงินสหกรณ์ฯ 500 ล้าน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ความน่าเชื่อถือเขามีหรือไม่ รวมถึงประเด็นการเมือง และความไม่สอดคล้องกันในคำให้การ ทำให้รับฟังไม่ได้ เมื่อการตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่พบความผิดปกติ โทรศัพท์อาจะมีโทร. หากัน แต่ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกับ คนที่ได้รับเลือกตั้ง ธรรมชาติต้องมีการจับกลุ่มพูดคุบถึงการทำงาน การพบที่ รร.พลูแมน พบนายเนวินและนายอนุทิน ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่า เขาทำอะไรกัน ไม่มีหลักฐานการกระทำความผิดเลย เมื่อข้อกล่าวหาที่ 1 ยกคำร้อง ข้อกล่าวหาที่ 2 จึงรับฟังไม้ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมเชื่อในคำกลับคำให้การของพยาน มากกว่าคำให้การครั้งแรก นายณรงค์ กล่าวว่า ตนไม่เชื่อมาตั้งแต่แรกว่าพยานให้การด้วยความสัตย์จริง ไม่ได้ปรามาสเขา แต่ดูถ้อยคำ ไทม์ไลน์ต่าง ๆ เกิดความขัดแย้งกันอย่างไร ยิ่งกลับคำให้การยิ่งเชื่อไม่ได้ กกต.พิจารณาเฉพาะหลักฐานในสำนวน เรื่องนี้ถ้าส่งฟ้อง พยานปากเอกจะมาเป็นพยานให้ กกต. หรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า การไม่ฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกก.บห. เป็นการฟอกขาวหรือไม่ และจะเป็นการตีตกสำนวนในส่วนของอั้งยี่ ซ่องโจรของดีเอสไอ หรือไม่ ซึ่งนายณรงค์ ไม่ได้ตอบเรื่องการฟอกขาว แต่บอกเพียงว่า ดีเอสไอก็ดำเนินคดีไป คณะฯที่ 26 มีดีเอสไอร่วมอยู่ด้วย หลักฐานเส้นเงิน ข้อมูลโทรศัพท์ กกต. ก็ได้มาจากดีเอสไอ แต่สำนวนของดีเอสไอเป็นคนละคดีกับของ กกต. เป็นเรื่องของหน่วยงานของเขา
ผู้สื่อข่าวถามว่าสังคมไม่เชื่อถือ กกต. อาจมีการยื่นฟ้อง กกต. นายณรงค์ กล่าวว่า เราทำตามกฎหมาย ตนมากล้าสู้หน้า เพราะเอาความจริงมาพูดไม่ได้ปิดบัง ห้ามคนฟ้องไม่ได้ แต่ไม่ได้ท้าทาย หากถูกฟ้องก็จะชี้แจงให้ศาลทราบ และอยากบอกว่า กกต.ไม่มีเกราะป้องกัน นอกจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและกฎระเบียบ จึงอยากให้ใช้วิจารณญาณ กกต. ไม่เคยทำอะไรนอกลู่นอกทาง ขอโอกาสให้มองกันยาว ๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมถาม กกต. ไม่ใช่ศาล ทำไมไม่ส่งให้ศาลตัดสิน นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.ไม่ใช่ศาล แต่รัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ กกต. ตั้งมา 28 ปี ทำแบบนี้มาตลอด กรณีที่ฟังไม่ได้เลยว่าเขากระทำความผิด แล้วยื่นต่อศาล จะร่างฟ้องอย่างไร จะนำพยานไปสืบอย่างไรว่าเขากระทำความผิด คนที่ถูกฟ้องถูกร้อง ท่านคิดว่าเขาเดือดร้อนไหม ถ้าทำอย่างนั้นง่ายเลย เรื่อง สว. มีผู้ถูกร้อง 427 คน ถ้า กกต.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เป็นไปรษณีย์ส่งไปทั้งหมด ก็คือทำผิดกฎหมายด้วยซ้ำ ครูอาจารย์ นักวิจารณ์ต่าง ๆ ต้องเป็นหลักให้บ้านเมือง อย่าชี้นำผิด ๆ อะไรถูกต้องว่าถูก อย่าคิดว่าอยู่หน้าสื่อแล้วจะพูดอะไรก็ได้
"ปกติผมเป็นคนไม่อยากตำหนิใคร แต่ขอพูดสักหน่อย อดีต กกต. ที่ชอบบอกว่า เป็นอดีต กกต. ท่านทำงานอยู่ตรงนี้ รู้กฎระเบียบ ทำไมไม่ชี้นำสังคมให้ถูก ท่านเคยอยู่บ้านนี้ อะไรที่ท่านทำผิดว่าไปเลย แต่อะไรที่ทำถูก ทำไมท่านไม่รักษาบ้านของท่าน"
นายณรงค์ กล่าวด้วยว่า เราต้องยอมรับว่า รัฐธรรมนญออกแบบมาซับซ้อนมาก ในการจะได้เป็น สว. คุณดู 10 รอบ อาจไม่เข้าใจ ให้คนใม่รู้จักกันมาก่อน มาเลือกกัน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีการแนะนำตัว รวมกลุ่ม กฎหมายออกมามาให้มี คน 2 กลุ่ม คือคนที่ตั้งใจเป็น สว. กับคนมาเป็นโหวตเตอร์ กฎหมายเขียนไว้อย่างนั้น คนสมัครจึงมหาศาล นอกจากสำนวนนี้ ยังเหลืออีก 3 สำนวน แต่ไม่มีการเรียกร้องว่า ทำไมยังไม่เสร็จ
“บางคนมีชื่อโพยเดียวจาก 12 โพย บางคนมีชื่อในโพยก็ไม่ได้รับเลือก ดังนั้นการมีชื่อในโพยจึงไม่ใช่หลักฐานเดียว แต่ต้องมีพฤติการณ์ชักจูง โน้มน้าวให้ลงคะแนนมีความผิด ทำให้กว่า 20 คน ถูกดำเนิน”