นายกฯ ส่งทนายฟ้อง เป๋า i-Law หมิ่นประมาท พาดพิงฮั้วเลือก สว. ปัดฟ้องปิดปาก-ไม่เกี่ยวมติ กกต. ขณะที่ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค.นี้
วันนี้ (15 ก.ย.69) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบอำนาจให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และประธานฝ่ายกฎหมายพรรค ซึ่งมอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา กรณีที่นายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 21 ก.ค.69 ทำนองว่า นายอนุทินมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.
นายสิทธิโชค กล่าวภายหลังยื่นฟ้องว่า นายอนุทิน มอบอำนาจแต่งตั้งตนในฐานะทีมทนายความ ให้ยื่นฟ้องนายยิ่งชีพกรณีให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาพาดพิงถึงนายกรัฐมนตรี ทำนองว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องฮั้วเลือก สว. ซึ่งฝ่ายนายกรัฐมนตรีเห็นว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง จึงต้องใช้สิทธิทางกฎหมาย และขอให้ศาลเป็นผู้พิจารณาว่าข้อความดังกล่าวเป็นจริงหรือเท็จ รวมถึงพิจารณาเจตนาสุจริตหรือไม่ โดยศาลรับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำ อ. 2672/2569 และนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 14 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
ส่วนกรณีที่ยื่นฟ้องหลัง กกต. มีมติส่งชื่อ 26 สว. ให้ศาลฎีกานั้น ขอยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากทีมทนายจัดทำร่างฟ้องไว้ก่อนแล้ว เพียงรอว่านายกรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อใด จึงไม่ควรนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใกล้เคียงกันมาเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อเท็จจริงตั้งแต่ต้น
เมื่อถามว่า จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายด้วยหรือไม่ ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้ไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหาย และไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก ตนมองว่าหากบุคคลใดถูกกล่าวหาในเรื่องที่ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ก็มีสิทธิใช้กฎหมายปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือประชาชนทั่วไป ส่วนกรณีที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องเตรียมนำพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นฮั้วเลือก สว. มาแสดงต่อศาล ขอไม่ให้ความเห็น เนื่องจากเกินหน้าที่ของตน วันนี้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเฉพาะคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น
สำหรับการไต่สวนมูลฟ้อง เบื้องต้นพยานหลักฐานจะเป็นผู้รับมอบอำนาจและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยนายศุภชัย ใจสมุทร หัวหน้าทีมกฎหมาย จะต้องมาในกระบวนการดังกล่าว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องระบุว่าจะเดินทางมาด้วยตนเองหรือไม่ ส่วนการเจรจาไกล่เกลี่ย ขณะนี้เพิ่งเริ่มต้นกระบวนการ จึงต้องรอดูท่าทีของแต่ละฝ่ายก่อน