“สิทธิโชติ” ชี้ประธาน กกต. ไม่แถลงรายละเอียดมติ กกต. คดีฮั้วเลือก สว. ให้ชัดเจนแต่ละข้อกล่าวหา ยอมรับเป็นเสียงข้างน้อยที่เชื่อในพยานหลักฐานโพยเชื่อมโยงพรรคการเมือง-เส้นเงินจริง ยืนยันที่ออกมาพูดเพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิด เห็นข้อมูลอีกด้านไม่ใช่เพื่อกันตัวเองจากการถูกดำเนินคดีในภายหลัง
(15 ก.ย. 69) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อยในการพิจารณาลงมติคดีฮั้วเลือกสว. ระบุว่า ตนเองต้องการให้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.พูดให้ชัดว่ามติเสียงข้างน้อยเท่าไหร่ เสียงข้างมากเท่าไหร่ และเหตุผลเป็นอย่างไร ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ทุกข้อกล่าวหา เพราะไม่ได้มีเสียงเอกฉันท์ โดยข้อกล่าวหา 1 และ 2 ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของฝ่ายการเมือง ยืนยันว่าเสียงไม่เอกฉันท์ ไม่ใช่ มติ 5:2 ทั้งหมด อย่างที่มีการแถลงข่าวออกไป
พร้อมยอมรับว่า ตนเอง และนายชาย นครชัย กกต. อีกคน เป็นเสียงข้างน้อย และเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีค่อนข้างเชื่อได้ เพราะต้องพิจารณาว่าการกระทำครั้งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว มีการทำกระจายไปทั่วประเทศ หลายกลุ่มที่ จับได้ไล่ทัน อย่างเช่นที่นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และสุโขทัยเป็นต้น ซึ่งมีการนัดหมายมาประชุมกันในแต่ละโรงแรม นัดมาทำโพย เมื่อสามารถจับได้ พบมีทั้งหมด 12 โพยฮั้ว มีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ใน 12 โพยฮั้วนี้ ซึ่งเกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยร่วมกัน และถูกลงโทษไปแล้ว ดังนั้นจึงแสดงให้เห็นว่า การทำโพยดังกล่าวเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง อาจถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญา เพราะมีการให้ทรัพย์สินกัน และที่สำคัญทุกพื้นที่ที่มีการทำโพยจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองพรรคเดียว ไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรก ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนี้ และเมื่อทำโพยเสร็จก็ไปสอดคล้องกับพยาน ที่กลับคำให้การ ในครั้งแรกให้การว่า ในการประชุมพรรคการเมืองมีการมอบหมายให้ สส. ในพื้นที่ หรือบุคลากรของพรรคการเมืองนี้ เป็นคนดำเนินการ ซึ่งจากหลักฐานที่พบก็มีการดำเนินการอย่างที่พยานกล่าวอ้างจริง ยืนยันว่าตนไม่ได้เชื่อ พยานที่ให้ปากคำ แต่ตนเชื่อว่าคำพูดของพยานมีการปฏิบัติจริง ตามที่พยาน ให้การออกมาหรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงตามที่พยานให้การ ก็น่าเชื่อถือ / ขณะเดียวกันเรื่องการโทรศัพท์ และเส้นเงิน พยานให้การว่ามีการติดต่อกับสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค สส. ก็มีการยึดโยงกันอยู่จริง
นายสิทธิโชติ เปิดเผยว่า พยาน ที่เคยเป็นเลขาหน้าห้องของรัฐมนตรี ให้การในสำนวนว่า หลังจากที่การเลือก สว. เสร็จสิ้นแล้ว มีการนัดรวมตัวกันอีกครั้ง ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร โดยมีคนจากพรรคการเมืองหนึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย และมีการพูดอย่างชัดเจน ว่าจะกำหนดให้ใครเป็นประธานและรองประธาน สว. ในวันดังกล่าวมีการเก็บโทรศัพท์มือถือ และยังได้พบกับคนสำคัญของพรรคการเมืองนี้ด้วย อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่บังเอิญหัวหน้าพรรคอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่มีการเก็บโทรศัพท์มือถือ
ดังนั้นพฤติการณ์เหล่านี้ รวมถึงช่วงเวลาที่มีการเลือกสว. มีการโทรศัพท์หารัฐมนตรี ทุกอย่างสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นของเสียงข้างน้อย เห็นว่ากรณีเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการสนับสนุน หรือว่าเป็นการทำให้ เกิดโพยฮั้วตามจังหวัดต่างๆ อย่างที่พยานให้การ
ขณะเดียวกันยังมีพยานที่ชื่อว่านายดิเรก พรศรีมา ให้การสอดคล้องกัน ถึงขั้นบอกชื่อคนคนหนึ่ง ที่เคยอยู่กับรัฐมนตรีหนุ่ม ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงที่นายดิเรก เล่า ตรงกับข้อมูลของพยานที่ 16
ส่วนพยานที่กลับคำให้การ ส่วนตัวเห็นว่าไม่น่าจะกลับคำให้การเพราะมีคนข่มขู่ บอกว่าไม่สามารถมีใครข่มขู่ได้เพราะเป็นผู้มีบารมี เป็นสส. ของพรรคการเมือง อีกคนที่กลับคำให้การ ก็คือพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองหนึ่ง ถึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีใครกล้าข่มขู่ และมายื่นกลับคำให้การระหว่างที่กกต. ตั้งคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้ว ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากวันที่ให้กันครั้งแรกนานมาก ดังนั้นข้อพิรุธทั้งหลาย เมื่อฟังประกอบกับพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว
“มองช้างมองทั้งตัวแล้วจะรู้ว่าตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือรายละเอียดปลีกย่อย ก็ผิดไป แต่ว่าช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างแล้วต้องเป็น อย่างนั้น เสียงข้างน้อยจึงเห็นว่ามีความผิดตาม ข้อกล่าวหาที่1 และ 2 ” นายสิทธิโชติ กล่าว
นายสิทธิโชติ ย้ำว่าการออกมาพูดครั้งนี้ ไม่ใช่การป้องกันตัวเองจากการถูกดำเนินคดีมาตรา 157 ถึงฟ้องตนเองก็มีหลักฐาน ชัดเจนว่าลงมติอย่างไร และได้ให้เหตุผล ยึดโยงไว้อย่างชัดเจน มีพยานหลักฐานอ้างอิงจับต้องได้อย่างไร และการที่ตนเองออกมาพูดวันนี้ไม่ได้หมายความว่า กกต. 7 คนแตกแยกกัน กรรมการทุกคนสามารถแยกแยะได้เฉพาะเรื่องนี้ ที่เห็นไม่ตรงกัน ไม่ได้หมายความว่าเรื่องอื่นจะเห็นไม่ตรงกันด้วย ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นการหยิบเล็กหยิบน้อยจากพยานหลักฐานที่มีมารวมกันเป็นคำวินิจฉัย คล้ายกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบหลักฐานจากหลายส่วนมาประกอบการพิจารณาว่าพรรคการเมืองหนึ่งมีพฤติกรรมเซาะกร่อนบ่อนทำลาย
นายสิทธิโชติ ยอมรับว่ามีหลักฐานการโอนเงินจริง แต่ไม่สามารถสาวไปถึง คนจ่ายเงิน ที่เป็นคนสำคัญของประเทศ เนื่องจาก ส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินสด ผ่านคนรอบข้าง นักการเมือง พยานให้ข้อมูล ว่านัดรับเงินสดที่ชั้น 4 ของที่ทำการพรรค แต่ไม่มีหลักฐาน ว่าไปรับจริงหรือไม่ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างของพยานเท่านั้น
“ ผมก็อยากรู้ว่าที่รับโอนมา ปล่อยไปถึงไหน ก็ถามคณะ 26 หรือคนที่โอนมา คุณวรพจน์ ตั้งพันธ์เพียร จำชื่อได้เลย เป็นคนโอนเป็นมือจ่าย โอนไปทางใต้ ผมก็อยากรู้ว่าท่านโอนเป็น แสนๆ ท่านรับมาจากใคร เพื่อจะได้ไปต่อ” นายสิทธิโชติกล่าว
โดยได้รับแจ้งจากคณะ 26 ว่า เนื่องจากกกต. มีมติ สี่ต่อสาม ไม่รับคำร้องสิ้นเงินนี้ มันจึงไปต่อไม่ได้ การสอบสวนจึงได้เพียงเท่านี้ แต่ส่วนตัวก็ยังเห็นว่าผิด เพราะมีการโอนเงิน เพราะฉะนั้นจะสอบไปถึงแหล่งที่มาของเงิน ก็ด้วยข้อจำกัด ดังกล่าว ส่วนเส้นเงิน ก็อยู่ในการสอบสวนต่อไปของกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าเข้าข่ายฟอกเงินหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีพยาน 2 คนให้การ ว่า มี ระดับรัฐมนตรี เป็นคน คิดสูตร การโกง แต่ยืนยันว่าเป็นเพียงแค่คำพูดของพยาน ยังไม่มีน้ำหนัก หรือความน่าเชื่อถือเพียงพอ ไม่มีหลักฐานอื่นมารองรับ ดังนั้น จึงต้องมีการแสวงหา หลักฐานอื่น มาประกอบการพิจารณา
อีกทั้งในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวน ได้ลงมติตีตกในคำร้อง ที่ตรวจสอบเส้นทางการเงิน จึงไม่ได้มีการเสาะแสวงหา ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการต่อ ทำให้ ข้อมูลเส้นทางการเงิน จบลงเพียงแค่คนใกล้ชิดกับนักการเมืองเท่านั้น
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านให้ข้อมูลว่า มีกกต. อย่างน้อยสามคน ที่มีชื่ออยู่ในสำนวน ว่ารู้เห็นกับขบวนการนี้ เช่นการเดินเก็บโพย นายสิทธิโชติ บอกว่ายัง พิสูจน์ไม่ได้ ว่าโพย ที่กกต.คน ที่ปรากฏเป็นข่าว เป็นโพย ใช้ในการฮั้วจริงหรือไม่
นายสิทธิโชติ ย้ำว่าการออกมาพูดครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อตีตัวเองออกจากการถูกดำเนินคดีในภายหลัง ทุกอย่างมีหลักฐานชัดเจนว่าตนเองลงมติอย่างไร เพียงแค่ต้องการ ให้สังคมได้รับรู้ว่า มติเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร เสียงข้างน้อยมีความเห็นและให้เหตุผลการลงมติอย่างไร เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิด และเห็นข้อมูลอีกด้านนึงเท่านั้น
นายสิทธิโชติ ยอมรับว่าการออกมาพูดครั้งนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลมติอะไรได้แล้ว เพราะที่ประชุมกกต. ได้ลงมติผ่านไปเรียบร้อยแล้ว เว้นแต่เมื่อ คำฟ้องไปถึงศาลฎีกาแล้ว ศาลได้ทำการไต่สวน เห็นภาพทั้งหมดแล้วขึ้นอยู่กับว่าศาลจะแก้ปัญหา ให้กับบ้านเมืองอย่างไร ศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แต่จะดำเนินคดีกับ คนที่ถูกร้องได้หรือไม่ก็ยังเป็นปัญหาในข้อกฎหมาย ในการใช้อำนาจของศาลเองด้วย หรือหากผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นคำร้องต่อศาล และศาลเห็นว่า จะรับคำร้องนั้นไว้พิจารณาก็ถือเป็นดุลยพินิจ ที่จะต้องใช้หลักความเป็นธรรม เข้าไปจับเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้