ข่าวเย็นประเด็นร้อน - เครือข่ายสแกมเมอร์อยู่ที่เดิมไม่ไหว เคลื่อนย้ายฐานไปเมียนมา และลงภาคใต้ข้ามไปมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่ต้องผ่านไทย ความโหดร้ายของสแกมเมอร์ ยังคงมีร่องรอยให้เห็น ผ่านหลักฐานที่ตำรวจยึดได้จากผู้ต้องหา
ถ้าดูจากคลิปในโทรศัพท์ จะเห็นว่าภาพนี้ไม่ได้ถูกบันทึกเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจวัตรภายในฐานสแกมเมอร์ ที่อยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจน ใครทำไม่ได้ตามเป้า ใครดื้อ ก็จะถูกทำโทษแตกต่างกันไป ตั้งแต่ตีด้วยไม้ จนถึงช็อกด้วยไฟฟ้า
ส่วนสภาพความเป็นอยู่ก็ใช่ว่าจะดี อยู่กันแออัดในห้องแคบ ๆ สภาพทรุดโทรม สุดท้ายทางรอดเดียวก็คือการหลบหนี ข้ามชายแดนทางธรรมชาติ เข้ามาฝั่งไทย ก่อนจะหาทางว่าจ้างคนพาเดินทาง ไม่ได้พากลับบ้านนะ แต่พาย้ายไปทำงานสถานที่แห่งใหม่ ในฝั่งประเทศมาเลเซีย
คดีนี้ ตำรวจทางหลวงชุมพร จับกุม นายประสพโชค คนขับรถ ขณะพาชาวจีน-ไต้หวัน 2 คน เดินทางไปส่งในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจากการตรวจสอบ ตำรวจพบว่า นายประสพโชค เคยตกเป็นผู้ต้องหาถูกตำรวจกองปราบฯ จับกุมเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยศาลฯ ได้สั่งลงโทษ และอยู่ระหว่างรอลงอาญา
ส่วนชาวจีนทั้ง 2 คน รับว่าเคยทำงานให้เครือข่ายสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา และเมียนมา ก่อนลักลอบเข้าไทย ว่าจ้างให้พาไปส่งปลายทางประเทศมาเลเซีย
อีกคดีเป็นการขยายผลช่วยเหลือข้าราชการบำนาญที่ถูกหลอกเงิน 1,400,000 บาท ก่อนจะขยายผลเป็นปฏิบัติการไป 3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่ไปทลาย "คอกม้าพูลวิลลา" ติดตามยึดทรัพย์สิน อุปกรณ์ และออกหมายจับนายทุนเบื้องหลัง จนรู้ว่าเครือข่ายนี้ยังมีผู้ต้องหาที่ร่วมกันฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์
มี นายอาเทา คอยควบคุมสั่งการ ให้บัญชีม้าที่อยู่ในไทย กดเงินสดไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลดิจิทัล หรือบางเส้นทางอาศัยการเทรดเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อดึงเวลาการอายัดเงิน ก่อนส่งไปยังปลายทางประเทศกัมพูชา ให้กลุ่มคนไทยที่หลบหนีคดี คอยถอนเงินส่งให้เครือข่ายสแกมเมอร์ นอกจากนี้ยังมีอีกเทคนิคที่คาดไม่ถึง นั่นคือการรับชำระหนี้ข้ามชาติ ให้นักธุรกิจชาวกัมพูชาที่ต้องการซื้อสินค้าไทย ไปจนถึงการชำระค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ซึ่งตำรวจเรียกวิธีนี้ว่า "นำของโจร มาแลกของโจร"
ทั้งนี้จากการยึดอาทรัพย์กระเป๋าเงินดิจิทัลของหนึ่งในผู้ต้องหาที่ชื่อ "อาเว่ย" พบว่า แค่กระเป๋าใบเดียวมีเงินเหรียญ USDT หมุนเวียนเข้า-ออกสูงถึง 7.5 ล้าน หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 250 ล้านบาท อีกทั้งยังเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในไทยไม่ต่ำกว่า 16 คดี คาดมีเหยื่อที่ถูกหลอกจากเส้นทางเงินนี้สูงถึง 2,000-4,000 คน จากทั่วประเทศ