หลังประกาศโบกมือลาการเมือง เพราะทัวร์ลงหนัก ปิยบุตรโพสต์ระบายความในใจ อยู่ในสภาวะ “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” มาหลายปีแล้ว จากนี้ขอกลับไปทำในสิ่งที่ตั้งใจ ลดน้ำหนัก หัดขี่จักรยาน เรียนว่ายน้ำ ยังเหลือข้อเขียนชิ้นสุดท้ายรอเผยแพร่อีก 2 ตอน ขอให้คิดว่าเป็นเอสเปรสโซ 2 ช็อตหลังตื่นนอน รสอาจขมเข้มบ้าง แต่มันอาจช่วยให้ตื่นได้
หลังประกาศยุติบทบาททางการเมือง ในช่วงเย็นวันนี้ (22 ก.ย.66) นายปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์ระบายความในใจ โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่าเมื่อไรก็ตามที่ตนออกมาวิจารณ์หรือเสนอแนะพรรคก้าวไกล หรือ สส.พรรคก้าวไกล มักจะมีความเห็นตอบโต้ทำนองว่า ทำไมไม่พูดกันภายใน มาพูดข้างนอกแบบนี้ พรรคโดนโจมตีหมด ทำไมไม่รู้จักระมัดระวัง เดี๋ยวจะโดนเล่นงานข้อหาครอบงำพรรค นี่ไง ผู้บงการพรรคตัวจริงมาแล้ว ตกลงปิยบุตรมันหวังดีกับพรรคหรือเปล่า? มันทะเลาะอะไรกันอีกนะ? ผมเองเป็น “คนนอก” ของพรรคก้าวไกล ทั้งตามความเป็นจริงและตามข้อห้ามทางกฎหมาย
นายปิยบุตร ระบุว่า บางครั้ง พรรคก้าวไกลตั้งไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงบ้าง เชิญไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษบ้าง หรือมีโอกาสได้กินข้าวพูดคุยกับ สส.อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีอำนาจไปบังคับสั่งการพรรค และหากพรรคไม่เชิญไปบรรยายเป็นครั้งคราว ก็ไม่มีโอกาสได้สื่อสารใดๆ กับ สส. หรือสมาชิกพรรค วิธีการเดียวที่พอจะเป็นประโยชน์ต่อพรรคที่ตนเอาใจช่วย ก็คือ สื่อสารตรงไปตรงมาในที่สาธารณะ เพราะอย่างน้อยก็รับประกันได้ว่า ความเห็นของทั้งหมดจะไปถึงสมาชิกพรรคทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน ไปถึง สส.ที่ได้เข้ามาอ่าน และไปถึงประชาชนที่เลือกหรือสนับสนุนพรรคก้าวไกลทุกคน
“การแสดงความเห็นของผมถึงพรรคก้าวไกล ไม่เข้าข่ายครอบงำพรรค กกต. เคยยกคำร้องมาแล้วในหลายกรณี และผมเองก็ไปสั่งพรรคไม่ได้ หากตีความว่าการแสดงความเห็นของผมเข้าข่ายครอบงำพรรค ต่อไป นักวิชาการ ประชาชน สื่อมวลชน ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคก้าวไกล ก็ไม่สามารถวิจารณ์ เสนอแนะพรรคก้าวไกลได้เลยหรือ ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และเพื่อน สส. คณะผู้นำของพรรคก้าวไกล ขอโปรดเข้าใจด้วยว่า นี่คือความเห็นของกัลยาณมิตรคนหนึ่ง ซึ่งเอาใจช่วย สนับสนุน และฝากความหวังไว้กับพรรคก้าวไกลในการเปลี่ยนแปลงประเทศในช่วงหัวต่อหัวเลี้ยวเช่นนี้”
นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ตนทราบดีว่า เมื่อไรก็ตามที่แสดงความเห็นถึงพรรคก้าวไกล ก็อาจมีโอกาสที่ผู้สนับสนุนพรรคจะไม่พอใจ หรืออาจตอบโต้ก่นด่า คงมีส่วนน้อยที่อาจจะเข้าใจหรือเห็นด้วย เอาเข้าจริง ถ้าตนอยู่เฉยๆ ทำตนเป็นผู้ทรงภูมิ นิ่งเฉย หรืออวยพรรคก้าวไกล ตนคงได้คะแนนนิยมและได้ร้บการชื่นชมแน่ๆ การแสดงความเห็นของตนถึงพรรคก้าวไกล มีแต่จะเพิ่มจำนวนคนที่ไม่เข้าใจและเกลียดคนมากขึ้นด้วยซ้ำ
“จากเดิม ฝักฝ่ายอนุรักษ์นิยมจารีตและฝ่ายความมั่นคง ก็ไม่ชอบผมและปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารต่อผมต่อเนื่องมามากกว่าทศวรรษ พอพรรคก้าวไกลแข่งขันกับพรรคเพื่อไทยอย่างเข้มข้นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ก็ไม่พอใจผม และผมก็ตกเป็นเป้าโจมตีของผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยบางคน มาวันนี้ พอผมวิจารณ์พรรคก้าวไกลตรงไปตรงมา ผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลก็เริ่มต่อต้านไม่พอใจผมอีก ทั้งหมดนี้ มีแต่เสียกับเสีย แล้วผมทำไปทำไม คำตอบ ก็คือ ผมยังเชื่อมั่นว่าพรรคก้าวไกลเป็นความหวังของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย การปล่อยให้พรรคก้าวไกลทำอย่างไรก็ได้ โดยไม่มีคนกล้าท้วงติงอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องที่อาจสร้างความไม่สะดวกสบายใจให้กับผู้สนับสนุน ย่อมทำให้พรรคก้าวไกลเดินออกนอกแนวทางได้”
ข้อความตอนหนึ่ง นายปิยบุตร ระบุว่า หลังจากนี้จะเขียนงานวิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับพรรคก้าวไกล คงจะดีกว่า ตนอยู่ในสภาวะ “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง” มาหลายปีแล้ว คิดว่า ควรต้องตัดสินใจเด็ดขาดเสียที เดิมทีตั้งใจจะไปหางานอย่างอื่นทำ ค่อยๆถอนตัวออกจากแวดวงการเมือง ดังที่เคยโพสต์ไว้เมื่อสิ้นปีที่แล้วต่อต้นปีนี้ แต่บังเอิญมีกรณีกับพรรคก้าวไกลและคณะนำชวนให้ผมกลับมาช่วยหาเสียงให้พรรคก้าวไกล ผมยินยอมกลับมา เพราะเล็งเห็นถึงเป้าหมายใหญ่ในการเลือกตั้ง ทำให้ผมต้องยกเลิกแผนการที่วางไว้ทั้งหมด ตอนนี้การเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน พรรคก้าวไกลกำลังจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค และคงดำเนินการตามแนวทางในแบบของเขา ทั้งการบริหารภายในพรรค และทั้งการดำเนินการทางการเมือง ดังนั้น ผมก็ควรจบภารกิจในทางการเมืองรอบนี้ได้แล้ว
“จากนี้ไป ผมขอกลับไปทำอะไรหลายๆ อย่างตามแผนการที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปี เช่น เขียนหนังสือที่ค้างไว้หลายปีนับตั้งแต่มาตั้งพรรคการเมือง จัดรายการในช่องทางของผมเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน ทดลองยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราและคำอธิบาย เผื่อจะเป็นแบบให้ใครนำไปใช้ก็ได้ บรรยายในสถาบันการศึกษา เรียนภาษาสเปน อ่านหนังสือ ดูหนัง ที่สำคัญ คือ ลดน้ำหนัก หัดขี่จักรยาน และเรียนว่ายน้ำ”
นายปิยะบุตร ระบุว่า สำหรับข้อเขียนชิ้นสุดท้ายถึงพรรคก้าวไกลที่จะทยอยเผยแพร่ใน 2-3 วันนี้ มีอยู่ 2 ตอน คือ สิ่งที่พรรคก้าวไกลต้องเผชิญในระยะเวลาอันใกล้ กับข้อคิดถึง สส.และคณะนำพรรคก้าวไกล ขอให้คิดเสียว่า ความเห็นของผม ก็เหมือนเอสเปรสโซ 2 ช็อตหลังตื่นนอน รสอาจขมเข้มบ้าง แต่มันอาจช่วยให้ตื่นได้ แต่ถ้าอ่านแล้ว ทำให้หงุดหงิดโมโห ก็ขอให้ข้ามผ่านไป ผมยืนยันว่า ผมยังมีความหวังว่าประเทศไทยของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ และพรรคก้าวไกลจะเป็น “ยานพาหนะ” สำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ทว่าการมีความหวัง ก็คนละเรื่องกันกับการหมดเวลาหมดรอบของเรา
“วันนี้ ตอนนี้ หมดเวลาของผมแล้ว ถึงคราวของคนอื่นๆแล้ว แลไปข้างหน้า จนกว่าเราจะพบกันอีก”