ยิงในพารากอน ดรามาไปก็ไร้ประโยชน์ หมอยงยุทธ จี้สะสางปัญหาอาวุธปืน พบถือครอง 12 ล้านกระบอก แนะหยุดวิจารณ์ครอบครัวผู้ก่อเหตุ ห่วงเพิ่มความเกลียดชัง เกิดพฤติกรรมเลียบแบบ
ยิงในพารากอน วันนี้ (4 ต.ค.66) นพ.ยงยุทธ วงค์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงเหตุความรุนแรงที่ห้างพารากอนว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 3 นับจากเหตุกราดยิงที่ จ.นครราชสีมา กรณีโศกนาฏกรรมที่ศูนย์ฯเด็กเล็ก จ.หนองบัวลำภู หากมองย้อนไปจะพบว่า มักมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกปี แม้จะต่างกรรมต่างวาระ แต่ก็เป็นสัญญานว่าจะต้องแก้ไขเชิงระบบเพื่อป้องกัน มากกว่าดรามาไปกับแต่ละเหตุการณ์ โดยเฉพาะปัญหาการครอบครองอาวุธปืน ควรได้รับแก้ไขเร่งด่วน มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาซ้ำรอยประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการครอบครองอาวุธปืนได้
ส่วนกรณีที่สังคมวิจารณ์จากเครื่องแต่งกายของเด็กอายุ 14 ปี ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบเหตุกราดยิงที่สวีเดนนั้น นพ.ยงยุทธ มองว่า นิยามของการเลียนแบบ จะต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายใน 1 เดือน ทั้งนี้ หมอยงยุทธ เห็นว่า การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนมีผลกับการเลียนแบบและการจดจำ ทำให้เกิดคนที่มีพฤติกรรม หรือคนที่มีความสุ่มเสี่ยง อาจก่อเหตุในลักษณะนี้ได้อีก สังคมควรลดและยุติความเกลียดชังกับครอบครัวผู้ก่อเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการขุดคุ้ย ประวัติครอบครัว เพราะทุกคนล้วนแต่เป็นเหยื่อในระบบของสังคม และจะยิ่งเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
นพ.ยงยุทธ เสนอแนวทางแก้ไขดังนี้
- พ.ร.บ.อาวุธปืนและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ควรจะต้องสะสางอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลและรัฐสภาเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไข หากนับครอบครองอาวุธพบว่ามีถึง 12 ล้านกระบอก โดย พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ผ่านมานาน และยังไม่ได้รับการปรับปรุง
- บริการสุขภาพจิตที่ครอบคลุมทั้งประเทศ จะต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบสนองปัญหาสุขภาพจิตที่มากขึ้น ซึ่งมักนำไปสู่ความรุนแรง ควรต้องมีงบประมาณและแผนงานสนับสนุนให้เกิดบริการและกำลังคนอย่างจริงจัง
- หน่วยงานที่มีผู้ถืออาวุธ ต้องจัดการเชิงระบบในการดูแลบุคคลากร ไม่ใช่แค่เข้มงวดการอนุมัติการครอบครองอาวุธปืนใหม่ ซึ่งแก้ไขอะไรได้ไม่มาก