ค้านเปิดสถานบันเทิง ผับ-บาร์ ถึงตี 4

View icon 179
วันที่ 10 พ.ย. 2566 | 07.09 น.
สนามข่าว 7 สี
แชร์
สนามข่าว 7 สี - เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเหล้าเบียร์ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุจากคนเมาแล้วขับ ค้านเปิดสถานบันเทิง ผับ บาร์ ถึงตี 4

ค้านเปิดสถานบันเทิง ผับ-บาร์ ถึงตี 4
ที่กระทรวงสาธารณสุข เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหยื่อเมาแล้วขับ รวมกว่า 50 คน ชูป้าย "หยุดผับบาร์ตี 4 หยุดเพิ่มภาระทางการแพทย์" ยื่นหนังสือถึง นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แสดงจุดยืนคัดค้านการขยายเวลาปิดสถานบันเทิงไปถึงตี 4 ที่จะนำร่องใน 4 จังหวัด กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, ภูเก็ต และเชียงใหม่ วันที่ 15 ธันวาคมนี้ ตามนโยบายของรัฐบาล

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ปีที่แล้วมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 14,854 คน สาเหตุจากดื่มแล้วขับ 25-30 % นอกจากนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท และความรุนแรงในครอบครัวอีกด้วย

เพราะฉะนั้นประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม คือ การขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงจะได้คุ้มเสียหรือไม่ แทนที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัดวาอาราม ศิลปวัฒนธรรมที่เป็น Soft Power เป็นอันดับต้นๆ มากกว่า การกินดื่ม และสถานบันเทิงยามค่ำคืน ให้เปิดได้ยันสว่าง  การขยายเวลาสถานบันเทิงที่จะเท่ากับการขยายเวลาความเสี่ยงที่ประชาชนจะบาดเจ็บ เสียชีวิต

ในเรื่องนี้มีจุดอ่อนอีกมากที่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วได้ไม่คุ้มเสีย และการอ้างว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือดึงดูดนักท่องเที่ยว อยากเสนอให้ภาครัฐเร่งหามาตรการสร้างความปลอดภัย และความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว จะดีกว่าเดินหน้าขยายเวลาเมายันสว่าง

ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข แสดงจุดยืนร่วมคัดค้านแนวคิดการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิง ร้านเหล้า ผับ บาร์ และให้ความสำคัญกับการป้องกัน และแก้ไขปัญหาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากคนเมาแล้วขับ

ขณะที่มีคำถามว่าเปิดสถานบันเทิงถึงตี 4 ได้คุ้มเสียหรือไม่ มีข้อมูลจาก นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เปิด 5 กลุ่มเสี่ยงอุบัติเหตุบนท้องถนนจากการดื่มแล้วขับมากที่สุด คือ คนออกไปจ่ายตลาด พระสงฆ์ออกบิณฑบาต นักเรียนนักศึกษา คนไปออกกำลังกายตอนเช้า และคนที่ออกไปทำงานตอนเช้า

คนตื่นเช้า 5 กลุ่ม เสี่ยงนโยบายปิดผับตี 4 ฟื้นเศรษฐกิจ
นอกจาก 5 กลุ่มเสี่ยงแล้ว ยังมีความเสี่ยงคือ ค่าใช้จ่ายของรัฐที่อาจเพิ่มมากขึ้น จากเดิมรัฐต้องจ่ายค่าเยียวยาความเสียหายจากอุบัติเหตุ 2 แสนกว่าล้านบาทต่อปี จากการเสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ ชดเชย ออกจากงาน และทรัพย์สิน ยังไม่รวมกับความล่มสลายในสังคม เพราะหนึ่งชีวิตที่เสียไปจากการดื่มแล้วขับ ร้อยละ 60 เป็นหัวหน้าครอบครัว ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสมาชิกในบ้าน

เรียกว่าสร้างปัญหาระยะยาวกับสังคมไทย ไหนจะคนที่บาดเจ็บ พิการ ที่เป็นตัวเลขซ้อนอยู่ในอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มแล้วขับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง