อดีต ผอ.โรงเรียนเล่าอุทาหรณ์วินิจฉัยผิดชีวิตเปลี่ยน ปวดท้องไป รพ. หมอบอกลำไส้ทะลุต้องผ่าตัดด่วน ผ่าเสร็จไม่พบรอยลำไส้ทะลุ ซ้ำร้ายแผลผ่าตัดกระทบถึงการฟอกไตผ่านหน้าท้องที่เคยทำได้เองที่บ้าน ต้องเปลี่ยนไปฟอกเลือด หลังผ่าตัดติดเชื้อซ้ำ ต้องทนทุกข์ทรมาน-คิวฟอกเลือดเต็ม ต้องเดินทางไปฟอกเลือดข้ามจังหวัด
วันนี้ (2 ก.พ.67) นายอารีดิง อายุ 41 ปี อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบจากการรักษาในโรงพยาบาล เล่าว่าตนมีโรคประจำตัว คือ โรคไต ต้องล้างไตทางหน้าท้องแบบทำเองที่บ้าน เมื่อวันที่ 3 ม.ค.67 เวลาประมาณ 21.45 น. นายอารีดิงมีอาการปวดท้อง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน หมอได้ซักประวัติ ตรวจร่างกาย ส่งไปเอกเรย์ช่องท้อง สักพักเข้ามาบอกว่า คนไข้ลำไส้ทะลุ ต้องผ่าตัดด่วน ตอนนี้รอให้ห้องผ่าตัดว่างก็เข้าได้เลย หลังจากนั้นเวลาประมาณ 01.00 น. ตนถูกนำตัวเข้าห้องผ่าตัดใหญ่
นายอารีดิง เล่าด้วยว่า หลังการผ่าตัดผ่านไป หมอออกแจ้งญาติว่า ผ่าตัดแล้วแต่ไม่เห็นรอยทะลุของลำไส้ ขอเย็บปิดแผลก่อน วันรุ่งขึ้นหมอแจ้งผลการผ่าตัดให้ทราบว่า ไม่เจอรอยลำไส้ทะลุ ตอนนี้การรักษาโรคไต ด้วยการล้างไตทางหน้าท้องคงต้องยุติลงไปก่อน เนื่องจากแผลผ่าตัดที่หน้าท้องมีขนาดใหญ่ โดยจะเปลี่ยนมาเป็นฟอกเลือดแทน
นายอารีดิง บอกด้วยว่าผ่านไปประมาณ 3 - 4 วัน สายที่หน้าท้องมีความผิดปกติ หมอจึงนำไปตรวจพบการติดเชื้อ หมอจึงให้ยาฆ่าเชื้อและครั้งนี้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล ทั้งหมด 9 วัน หลังจากหมอให้กลับบ้าน ก็ยังมีอาการปวดท้อง หลังจากนั้น 2 วัน ถึงกำหนดนัดตัดไหมแผลผ่าตัด ตนแจ้งหมอว่า ยังคงมีอาการปวดท้อง หมอจึงส่งไป CT สแกน และหมอแจ้งว่า น่าจะมีการติดเชื้อเพิ่มในช่องท้องบริเวณสายหน้าท้องเดิม ต้องทำการผ่าตัดอีกครั้งเพื่อเอาสายออก
"ผ่ารอบนี้ หมอแจ้งว่า จะยังไม่เย็บปิดแผล เพราะในช่องท้องมีการติดเชื้อและมีหนอง ต้องล้างแผลทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ซึ่งเวลาล้างแผลทรมานสุดๆ ผ่านไป 6 วัน ก็ได้เย็บแผล รอบนี้ต้องนอนพักที่โรงพยาบาลอีก 9 วัน
นายอารีดิง บอกด้วยว่า ปกติจะล้างไตทางหน้าท้องแบบทำเองที่บ้าน แล้วมาพบหมอ 3 เดือน/ครั้ง หลังการผ่าตัดต้องเปลี่ยนไปเป็นฟอกเลือด สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง หรือเดือนละ 8-10ครั้ง ได้คิวที่โรงพยาบาลในจังหวัดปัตตานี เพราะโรงพยาบาลใน จ.ยะลา คิวเต็มหมด ตนต้องเดินทางไปๆ มาๆ ร่างกายก็ไม่แข็งแรง จากการตรวจวินิจฉัยที่ผิดพลาดครั้งนี้ ทำให้ตนและครอบครัวได้รับผลกระทบทั้งร่างกาย จิตใจ และการดำเนินชีวิต หลังการผ่าตัด โรงพยาบาลได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเยี่ยม 2 ครั้ง มามอบกระเช้า ก่อนหน้านี้ขอเข้าพบผู้บริหารเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม แต่ถูกกีดกัน อ้างว่าผู้บริหารไม่อยู่บ้าง ติดประชุมบ้าง จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบว่า โรงพยาบาลจะช่วยเหลือหรือเยียวยาหรือไม่อย่างไร
นายอารีดิง ย้ำว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยากให้เป็นอุทาหรณ์ และขอเป็นกระบอกเสียง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุผิดพลาดซ้ำอีก หลังการผ่าตัดตนต้องเป็นภาระของภรรยาซึ่งต้องลางานมาดูแล ตนมีอาการ 3 วันดี 4 วันไข้ โรงพยาบาลใกล้บ้านที่จะไปขอรับการฟอกเลือดก็ไม่มี คิวเต็มทั้งหมด จึงขอวอนให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลและกระทรวงสาธารณสุข ช่วยดูแลคนไข้ด้วย