หนุ่มแก๊งคอลเซนเตอร์ แฉ! คุยโทรศัพท์ 2 นาที ดูดเงินได้แล้ว

View icon 589
วันที่ 12 ก.พ. 2567 | 16.06 น.
ข่าวเย็นประเด็นร้อน
แชร์
ข่าวเย็นประเด็นร้อน - หนุ่มไทยอายุ 23 ปี ถูกหญิงสาวหลอกไปทำงานเป็นแอดมิน ที่ ปอยเปต ประเทศกัมพูชา พอไปถึงกลับถูกหลอกบังคับให้ทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ หลังทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ได้ 1 เดือน หลบหนีออกมาได้ ออกมาแฉข้อมูลกลโกงดูดเงินโดยไม่ต้องโหลดแอปพลิเคชันดูดเงิน แค่คุยกันเกิน 2 นาที เงินก็ถูกดูดแล้ว

เมื่อเช้านี้ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด พาเหยื่อจากขบวนการค้ามนุษย์แก๊งคอลเซนเตอร์ เพิ่งหลบหนีออกมาได้ ออกมาเปิดเผยถึงข้อมูลนี้

ผู้เสียหาย เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งใน Facebook จากนั้นได้คุยกันเรื่อยมาจนเกิดความสนิทสนมกัน ฝ่ายหญิงได้ชวนตนไปทำงานเป็นแอดมินของเว็บฯ พนัน ที่ ปอยเปต ประเทศกัมพูชา จะได้รับเงินเดือน 50,000 บาท ตนหลงเชื่อ ฝ่ายหญิงจึงโอนเงินมาให้ 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าเดินทางมา โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ตนจึงเดินทางไปที่อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว พอเดินทางมาถึงบริเวณด่านข้ามประเทศ ก็มีคนมารับเป็นทอด ๆ 4 ทอด จนมาส่งในที่ที่ผู้หญิงคนดังกล่าวทำงานอยู่ จึงรู้ว่าถูกหลอกให้มาทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ แต่ตนไม่ยอมทำงาน จึงโดนทำร้ายร่างกาย พอตนอาศัยอยู่ที่นั่นได้ 2 อาทิตย์ ตนได้ถูกย้ายมาอีกที่ พื้นที่ใหม่ย้ายไปอยู่เป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 150 ไร่ ในนั้นจะมีกาสิโนแบบครบวงจร มีตึกใหญ่ ๆ หลายตึก มีรั้วล้อมลวดหนามสูง 4 เมตร ยากจะข้ามหนี พอไปถึงก็มีคนไทยมาสอนวิธีการหลอกเหยื่อทางโทรศัพท์ แต่ตนไม่ยอมทำ ตนได้ถูกซ้อม ใช้ไฟฟ้าดูด ใช้เหล็กตี จึงต้องยอมทำตาม

วิธีการทำงานไม่ซับซ้อน แค่โทรศัพท์ไปหาคนไทยเพื่อให้ยืนยัน ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน วันเดือนปีเกิด ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ และ เลขบัญชีธนาคาร ส่วนตนจะแนะนำตัวว่าเป็นพนักงานจากหน่วยงานรัฐบาล พยายามชวนคุยไปเรื่อย ๆ ให้ครบ 2 นาที เมื่อคนไทยพูดยืนยันเสร็จสิ้น จะส่งเสียงไปให้เจ้าหน้าที่คนจีนใช้เครื่องดูดเงินทำการแฮ็กเงินในบัญชีธนาคารของผู้เสียหายจนเงินหมดเกลี้ยงบัญชี ตนเห็นอุปกรณ์ที่แก๊งคอลเซนเตอร์ใช้หลอกคนเป็นเครื่องดูดเงิน 4 เครื่อง เครื่องละ 4 ล้านดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทย 120 ล้านบาท สามารถดูดเงินได้ 70 บัญชีต่อวัน โดยมีคนจีนเป็นผู้ควบคุมเครื่อง ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่คนจีนจะล็อกเป้าไปที่ข้าราชการระดับสูง ข้าราชการเกษียณ และนักธุรกิจคนไทยที่มีเงินในบัญชี 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่จะซื้อมาจากธนาคารของรัฐบาล เช่น 1,600 ข้อมูลรายชื่อ ก็จะราคา 10 ล้านบาท เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ตนก็จะโทรหารายชื่อเหล่านี้ และต้องหายอดให้คนจีนประมาณ 150 ล้านบาท ต่อวัน ส่วนตนจะได้เงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท ค่าคอมมิชชันล้านละ 15,000 บาท แต่ไม่สามารถนำเงินออกมาได้ เพราะถูกคนจีนเก็บไว้หมด

ต่อมา ตนได้หาทางหลบหนี โดยครั้งแรกแอบปีนรั้วออกมา แต่ถูกจับได้ก่อน จึงถูกทำร้ายและขังไว้ในห้องหลายวัน, ครั้งที่ 2 แอบทำตัวเป็นเจ้าหน้าที่ในกาสิโน เดินออกทางหน้าประตูใหญ่ แต่ก็ถูกจับได้เหมือนเดิม, ครั้งที่ 3 ขโมยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของแม่บ้านหนีออกมา แต่ก็ถูกจับได้ และครั้งสุดท้าย วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ได้หลบหนีออกมาโดยการใช้ผ้านวมพาดไปยังรั้วลวดหนามที่มีไฟฟ้าอยู่ และขึ้นไปยังชั้น 5 เพื่อกระโดดข้ามรั้วที่มีความสูงประมาณ 3-4 เมตร จากนั้นตนได้เรียกรถ 3 ล้อ ไปส่งที่หน้าด่านอรัญประเทศ และขอยืมโทรศัพท์คนขับรถ 3 ล้อ โทรไปขอยืมเงินจากผู้คุมซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันมาจ่ายค่ารถ และค่าข้ามประเทศโดยมุดเข้าช่องทางธรรมชาติ จำนวน 3,000 บาท

นายเอกภพ กล่าวว่า กรณีนี้ตนอาจจะประสานไปยังตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งฝากไปถึงทุกหน่วยงานว่าอย่ากระทำแบบนี้กับคนไทยด้วยกันเองเลย หากเจ้าหน้าที่ธนาคารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐท่านใดกำลังกระทำอยู่ขอให้เลิกทำ และเลิกกินเงินสินบน นอกจากนี้ ตนยังได้รับทราบข้อมูลมาว่า ขบวนการแก๊งคอลเซนเตอร์มีการเบิกถอนเงินจำนวนมากจากธนาคารตามแนวชายแดนในประเทศไทยทุกวัน แต่ทำไมธนาคารถึงไม่สงสัยเลย หรือมีการติดสินบนแก่เจ้าหน้าที่ธนาคารหรือไม่ ตนจึงอยากฝากให้ธนาคารและตำรวจชายแดนตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด้วย

จริง ๆ แล้ว เรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะมาก เดี๋ยวผู้เสียหายเดินทางมาคุยต่อกันในรายการ "ถกไม่เถียง" ในวันนี้ โดยมีท่านรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาช่วยกันตรวจสอบ